“อนุทิน” อุบไต๋การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล ย้ำขอรอดูผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. และฟังเสียงประชาชนก่อน ชี้การเมืองต้องยึดกติกา ไม่เร่งตัดสินใจล่วงหน้า
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ประมาณ 200 คน ว่า ตนไม่เคยกล่าวถึงตัวเลขดังกล่าวบนเวทีปราศรัย อย่างไรก็ตาม การประเมินสถานการณ์ทางการเมืองจำเป็นต้องเล็งผลเลิศไว้ก่อน โดยพรรคได้ติดตามการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครทุกเขตทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีพรรคการเมืองใดติดต่อทาบทามเพื่อเตรียมจัดตั้งรัฐบาลแล้วหรือไม่ นายอนุทินหัวเราะก่อนกล่าวว่า ขอให้ผ่านวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ไปก่อน ส่วนกรณีที่เคยให้สัมภาษณ์ในรายการของสื่อว่า พรรคภูมิใจไทยมีเป้าหมายเป็นหนึ่งในขั้วจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายอนุทินกล่าวว่า พรรคพยายามยึดหลักกติกาตามระบอบรัฐสภาอย่างเคร่งครัด โดยพรรคที่มีเสียงมากที่สุดควรเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้มาโดยตลอดไม่ว่ารัฐบาลชุดใด
เมื่อถามว่าในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเห็นภาพการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้ทันทีหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ควรรอให้ตัวเลข สส. ของแต่ละพรรคนิ่งเสียก่อน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงเวลาประมาณ 21.00–22.00 น. พร้อมระบุว่าในวันดังกล่าว ตนจะเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่จังหวัดบุรีรัมย์ จากนั้นจะขับรถไปติดตามบรรยากาศการเลือกตั้งในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ
เมื่อถามย้ำว่าพรรคที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งควรได้สิทธิเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นหลักปฏิบัติที่ยึดถือกันมาโดยตลอด หากพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงจะไล่ไปยังพรรคอันดับถัดไป ถือเป็นกติกาและมารยาททางการเมือง ไม่มีใครไปแย่งสิทธิของพรรคที่ได้อันดับหนึ่ง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่าหากพรรคประชาชนได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยจะไม่จับขั้วตั้งรัฐบาลแข่งใช่หรือไม่ นายอนุทินย้ำว่า พรรคอันดับหนึ่งต้องได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยยกตัวอย่างการเลือกตั้งปี 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ และปี 2566 ที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ซึ่งเป็นไปตามกลไกดังกล่าว
สำหรับกระแสข่าวว่าพรรคประชาชนอาจได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และถูกพรรคอันดับรองรวมตัวกันตั้งรัฐบาลแทน นายอนุทินกล่าวว่า หากพรรคอันดับหนึ่งสามารถรวบรวมเสียง สส. ได้เกินกึ่งหนึ่ง ก็ย่อมจัดตั้งรัฐบาลได้ ไม่มีใครไปลอยแพใคร ทั้งนี้ที่ผ่านมาแต่ละพรรคก็ให้เวลากันเสมอ เช่นกรณีการเลือกตั้งครั้งก่อนที่พรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และแสดงสปิริตเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล
เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยจะยกมือสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนหรือไม่ หากพรรคประชาชนได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง นายอนุทินกล่าวย้อนว่า ต้องดูว่ามีการเชิญมาพูดคุยหรือไม่ หากมีการเชิญก็ต้องหารือกัน โดยขณะนี้ยังไม่ทราบผลเลือกตั้งว่าใครจะได้อันดับหนึ่งหรือสอง รวมถึงยังไม่รู้เงื่อนไขและนโยบายที่แต่ละพรรคจะยอมรับได้ พร้อมย้ำว่าการจัดตั้งรัฐบาลควรมีความชัดเจนตั้งแต่ต้น เช่น การทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งในภายหลัง
เมื่อถามย้ำว่าหากพรรคประชาชนขอเสียงสนับสนุน พรรคภูมิใจไทยพร้อมทำเอ็มโอเอหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ขออย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ก่อนทราบผลเลือกตั้ง เพราะผลเลือกตั้งถูกกำหนดโดยเสียงของประชาชน หากพูดล่วงหน้าอาจถูกมองว่าไม่เคารพเสียงประชาชน พร้อมระบุว่าการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้มีกำหนดตายตัวว่าจะต้องเสร็จภายในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือสัปดาห์แรกหลังเลือกตั้ง โดยยกตัวอย่างการจัดตั้งรัฐบาลครั้งก่อนที่ใช้เวลานานเกือบ 2 เดือน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลง่ายขึ้นหรือไม่ นายอนุทินเพียงยิ้มและไม่ตอบคำถาม เช่นเดียวกับคำถามว่ามีพรรคการเมืองใดอยู่ในใจสำหรับการร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้วหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินหัวเราะในลำคอโดยไม่ให้คำตอบ
กรณีคำถามถึงท่าทีต่อพรรคกล้าธรรม หลังหลายพรรคประกาศไม่จับมือด้วย นายอนุทินกล่าวว่า ควรรอให้ผลการเลือกตั้งออกมาก่อน ทุกพรรคควรใช้เวลาที่มีอยู่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนให้มากที่สุด
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาจับมือกับพรรคเพื่อไทย นายอนุทินกล่าวว่า ใครทำดีกับตน ตนไม่เคยลืม ส่วนใครทำไม่ดีก็พยายามลืม ไม่อยากคิดอะไรที่ทำให้เกิดความขุ่นข้องหมอง พร้อมระบุว่าการคิดแก้แค้นหรือเช็คบิลทางการเมืองไม่มีประโยชน์ และอาจนำไปสู่ปัญหาในภายหลัง พร้อมย้ำว่าควรคิดถึงแต่เรื่องดี ๆ ต่อกัน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าพรรคเพื่อไทยได้ติดต่อมาง้อพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมต้องมาง้อ”
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาตามกฎหมาย ยืนยันว่าไม่มีการชี้นำ กดดัน หรือแทรกแซงใด ๆ โดยเป็นหน้าที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย หากเห็นว่ามีการบุกรุกก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยไม่มีอำนาจเพิกถอนที่ดินได้เอง ต้องเป็นคำสั่งจากศาลเท่านั้น




















