“อนุทิน” ขึ้นเวทีปราศรัยปิดท้ายภูมิใจไทยที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ขอคะแนนโค้งสุดท้ายเลือกเบอร์ 37 ชูทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ-ไม่เสี่ยงมือใหม่ ย้ำพรรคพร้อมเป็นแกนรัฐบาล เดินหน้านโยบายสร้างรายได้ไม่เน้นประชานิยม
เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 6 ก.พ. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยปิดท้าย โดยกล่าวทักทายผู้สนับสนุนว่า “สวัสดีคนที่มีความเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย” พร้อมยอมรับว่าไม่เคยตื่นเต้นเท่าวันนี้ และหวังว่าอีกไม่กี่วันจะได้กลับมาฉลองชัยชนะร่วมกัน
นายอนุทินกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยทำงานรับใช้ประเทศและประชาชนมา 17 ปี และปีนี้ถือเป็นปีที่หนักที่สุด เพราะเป็นการ “เล่นเกมเป็นนายกฯ” ทำให้พรรคต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เพื่อให้ประชาชนได้ยินอย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมและคู่ควรที่จะเป็นพรรคการเมืองหลัก และเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้
นายอนุทินระบุว่า พรรคภูมิใจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 15 ปีที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ไม่เคยเล็กลง มีแต่ใหญ่ขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคจะเติบโตมากกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยย้ำว่า พรรคได้ยกระดับการทำงานทั้งด้านนโยบาย วิธีคิด วิธีปฏิบัติ และการจัดวางบุคลากร เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศ
จากนั้น นายอนุทินกล่าวว่า เวทีวันนี้เป็นการสรุปสิ่งที่พรรคทำมาและจะทำต่อ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในวันที่ 8 ก.พ.นี้ พร้อมระบุว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้นำเสนอแนวทางการทำงานอย่างชัดเจนแล้ว พร้อมตั้งคำถามต่อผู้ฟังว่า “พวกเขาทำการบ้านดีไหม และทำให้พวกเราผิดหวังตรงไหนหรือไม่”
นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันได้สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ในการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ พร้อมระบุว่า พรรคภูมิใจไทยทำงาน “ทดลองงาน” มาแล้ว 4 เดือน และขอโอกาสทำงานจริงต่ออีก 4 ปี โดยย้ำว่า ก่อนจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน พร้อมยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทย “ไม่เหมือนเดิมแน่นอน” โดยเฉพาะวิธีคิดและวิธีการทำงาน
นายอนุทินกล่าวถึงเสียงวิจารณ์ในอดีตว่า พรรคภูมิใจไทยเป็น “พรรคบ้านใหญ่” โดยยอมรับว่า “ไม่เถียง” แต่ระบุว่า ผู้วิจารณ์ “คิดผิด” เพราะมองเพียงว่าพรรคบ้านใหญ่ทำงานดูแลคนในพื้นที่แล้วจบ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยคิดเชิงโครงสร้าง และทีมบุคลากรใหม่ได้พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดของพรรค “แน่นยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก 50 ชั้น”
พร้อมย้ำว่า ส.ส.ของพรรคยังคงทำหน้าที่ดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตกบกพร่อง และไม่เป็น “เจ้าคนนายคน” โดยยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยอยู่กับประชาชนตลอดเวลา และภูมิใจที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นพรรคบ้านใหญ่
นายอนุทินยังกล่าวถึงนโยบายประชานิยมว่า การแจกเงินเพียงอย่างเดียวอาจส่งผลเสียต่อประเทศไทยในระยะยาว เพราะทำเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองระยะสั้น สุดท้ายประชาชนเป็นผู้ต้องรับภาระ โดยย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยเน้นนโยบายสร้างโอกาส เพิ่มรายได้ เพิ่มความมั่นคงทางอาชีพ และยึดแนวคิด “หาเบ็ดให้คนไปตกปลา ไม่ใช่หาปลาแจกให้คน”
นายอนุทินกล่าวว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ขอให้ประชาชนพิจารณาสถานการณ์ประเทศที่กำลังถูกกดดันจากการแข่งขันในโลก พร้อมย้ำว่า ประเทศไทย “ไม่ใช่ที่ฝึกงานหรือทดลองงานของมือใหม่” และถามว่า จะฝากอนาคตประเทศไว้กับมือใหม่ หรือมืออาชีพที่มีประสบการณ์
“ประเทศไทยรอไม่ได้ และเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว” นายอนุทินกล่าว พร้อมย้ำว่า หากพรรคภูมิใจไทยเข้ามาทำงาน ประเทศไทยจะไม่เสี่ยงตกขบวนโลก ไม่เสี่ยงกลับสู่วงจรความขัดแย้ง ไม่เสี่ยงกับผู้บริหารที่ด้อยประสบการณ์ ไม่เสี่ยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน และไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย
นายอนุทินกล่าวต่อว่า การบริหารประเทศไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ “นโยบายเขียนได้ แต่ทำได้จริงหรือไม่” พร้อมย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยพิสูจน์แล้วว่า “พูดแล้วทำ ทำแล้วทำได้” โดยระบุว่า หลังเลือกตั้ง รัฐบาลที่จะทำงานได้ ต้องมีเสียงในสภาเพียงพอ มีความสามารถประสานได้รอบด้าน มีมิตรมาก ไม่มีศัตรู และสร้างความน่าเชื่อถือทั้งในประเทศและเวทีโลก ซึ่งยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน
นายอนุทินกล่าวถึงสถานการณ์ความมั่นคงว่า พรรคภูมิใจไทยทำให้ไทยได้คืนพื้นที่ที่เคยถูกรุกรานและยึดครองเป็นเวลานานกว่า 10 ปี พร้อมระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงยึดหลัก “ใครอยู่ตรงไหนต้องอยู่ตรงนั้น ห้ามรุกล้ำอีก” และยืนยันว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.จะมีแน่นอน โดยรัฐบาลเตรียมความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์แล้ว
นายอนุทินขอให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมาก เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่นและโปร่งใส พร้อมขอคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 เพื่อให้รัฐบาลของพรรคยังคงปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาผืนแผ่นดินไทย พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า “จะเอารัฐบาลที่เขมรกลัว หรือรัฐบาลที่กลัวเขมร”
ช่วงท้าย นายอนุทินประกาศว่า หากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาล ตนเป็นนายกรัฐมนตรี จะเสนอให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมยืนยันว่า หากเป็นรัฐบาลจะ “ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที” และย้ำว่า ภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบหรือเสียดินแดน
นายอนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าของประชาชนทุกคน พร้อมขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 และเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในเขต เพื่อให้มีจำนวนมากพอที่จะนำพาประเทศออกจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ความขัดแย้ง ภัยเศรษฐกิจ และภัยความมั่นคงที่รุมเร้ามายาวนาน




















