วันจันทร์, เมษายน 7, 2025
หน้าแรกHighlight“ปชน.”ชงเจรจาสหรัฐอย่างมียุทธศาสตร์ แนะกลยุทธ์“รัฐบาล”ทิ้งไพ่ในมือทีละใบ
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ปชน.”ชงเจรจาสหรัฐอย่างมียุทธศาสตร์ แนะกลยุทธ์“รัฐบาล”ทิ้งไพ่ในมือทีละใบ

“ทีมเศรษฐกิจ ปชน.”รัฐบาล-คณะทำงานเจรจากับสหรัฐฯขอให้ทบทวนการนำตัวเลขอื่นๆ ที่สหรัฐฯยังไม่นำมาคำนวณด่วน ทำอย่างรัดกุม ทิ้งไพ่ทีละใบ คิดถึงผู้เสียประโยชน์ ระวังสินค้าจีนทะลักรอบใหม่

วันที่ 3 เม.ย.68 ที่รัฐสภา ทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาชน นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงข่าวถึงนโยบายตอบโต้การเก็บภาษีของสหรัฐฯ โดยน.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จะตอบโต้ไทยด้วยการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากไทยอีก 36% เป้าประสงค์ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนหน้านี้เพียงต้องการลดการขาดดุล แต่ครั้งนี้ต้องการรายได้เข้ารัฐ เพื่อทดแทนภาษีเงินได้ที่กำลังจะประกาศลด และต้องการให้นักลงทุนย้ายฐานกลับสหรัฐอเมริกา สำหรับผลกระทบต่อจีดีพีไทยในปี 2568 ขึ้นอยู่กับผลของการเจรจา จึงขอให้รัฐบาลใช้การเจรจาอย่างเร่งด่วน และรัดกุม เพราะหากไม่ทำอะไรเลยหรือการเจรจาไม่เป็นผล จะกระทบกับมูลค่าส่งออกรวมมากกว่า 1% ทำให้จีดีพีอาจหดตัวมากกว่า 1% จนต่ำกว่าเป้า 2% ได้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า หากสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้เหลือ 25% จีดีพีจะลดลง 0.8% แต่ถ้าสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้ที่ขั้นต่ำสุดที่ ทรัมป์ประกาศ 10% จีดีพีจะลดลงราว 0.3% สำหรับกลุ่มสินค้าคาดว่า สินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนักคืออุปกรณ์สื่อสาร ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยางล้อ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี มิใช่เพียงภาคส่งออกเท่านั้น แต่การลงทุนของบริษัทต่างๆ ก็จะหยุดชะงักด้วย เพื่อรอให้ฝุ่นหายตลบถึงจะตัดสินใจลงทุนกันครั้งใหม่ จึงอยากเสนอไปยังรัฐบาล และคณะทำงานผู้ที่ทำหน้าที่เจรจาที่เพิ่งตั้งขึ้นว่า ต้องเรียกร้องให้มีการทบทวน โดยนำตัวเลขอื่นๆ ที่สหรัฐฯ ยังไม่นำมาคำนวณ เช่น ดุลบริการ ที่สหรัฐฯได้ดุลกับไทยอยู่แล้ว

ด้านนายวีระยุทธ กล่าวว่า ขอเสนอให้แยกผลกระทบออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลทางตรง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่พึ่งตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก คือ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ กลุ่มนี้จะได้รับผลรุนแรงรวดเร็ว เพราะเราส่งออกไปสหรัฐฯ รวมแล้ว 55,000 ล้านเหรียญ คิดเป็น 19% ของการส่งออกทั้งหมด และเกินดุลกับสหรัฐฯ ถึง 45,600 ล้านเหรียญ แม้การขยายตัวของการส่งออกช่วงไตรมาสแรกปีนี้ค่อนข้างดี เพราะบริษัทส่วนใหญ่เร่งส่งออกสินค้าไปสต็อกไว้ที่สหรัฐฯ ก่อน หนีความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษี ของจริงจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป

”ผลกระทบอีกด้านที่เห็นว่าอย่าละเลย คือ ผลกระทบทางอ้อม 3 ชั้น ที่ไม่ควรมองข้าม ชั้นที่ 1 สินค้าที่ส่งไปยังประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไทยส่งออกไปเม็กซิโก เพื่อประกอบส่งเข้าสหรัฐฯ อีกทีก็มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ชั้นที่สอง การแข่งขันรุนแรงขึ้นในตลาดประเทศอื่นๆ จากการที่ผู้ส่งออกหนีจากตลาดสหรัฐฯ  เช่น ในตลาดประเทศออสเตรเลีย ก็มีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เข้ามาชิงส่วนแบ่งของไทย ชั้นที่สาม คือ สินค้าขั้นกลางอย่างยางพาราและเม็ดพลาสติก ที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อเข้าตลาดสหรัฐฯ ยอดตรงนี้ก็จะตกลงไปด้วย“ นายวีระยุทธกล่าว

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า แนวทางการรับมือเฉพาะหน้าว่าไทยต้องเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ อย่าให้ทีเดียวหมด เก็บไพ่ในมือไว้ปล่อยทีละใบ ตัวอย่างไพ่ใบสำคัญที่ไทยอาจนำมาเป็นกลยุทธ์ต่อรองได้ คือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่ไทยมีอยู่ 166 มาตรการ ต้องเอามาจัดลำดับความสำคัญ ว่าแต่ละตัวหากเปิดให้สหรัฐฯ แล้วจะส่งผลต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยอย่างไร เลือกทำเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ก่อน เช่น เพิ่มสิทธิแรงงาน จากนั้นเปิดรับการนำเข้าแบบมียุทธศาสตร์คือ เลือกสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลาย

“รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลผู้ได้ผู้เสียจากของที่จะเอาไปต่อรอง อย่ามุบมิบเจรจา อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการเปิดเสรีกับจีนที่ผู้เสียประโยชน์ไม่รู้ตัวและไม่ได้รับความช่วยเหลือให้เตรียมพร้อมรับมือ และเหนืออื่นใด คือต้องเริ่มจินตนาการถึง “โลกที่ไม่มีอเมริกาและจีน” ว่าไทยจะปรับซัพพลายเชนแต่ละสินค้าอย่างไร เพื่อรับมือภาวะสงครามการค้าที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ”นายวีระยุทธ กล่าว

ขณะที่นายสิทธิพล กล่าวว่า ขอแนะนำให้พร้อมรับมือการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่จะรุนแรงขึ้นอีก หลายเรื่องรัฐบาลพูดมานานอยู่ในแผนที่จะทำ แต่ยังไม่มีกำหนดเสร็จชัดเจน เช่น การกำกับแพลตฟอร์ม การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์มีส่วนรับผิดชอบหากปล่อยให้มีการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์ม การเพิ่มจำนวนมาตรฐานบังคับ เพื่อขยายความคุ้มครองประเภทสินค้าให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และเจ้าหน้าที่สามารถยึดอายัดได้

นายสิทธิพลกล่าวว่า เรื่องเหล่านี้รัฐบาลพูดมาตั้งแต่ก.ย.ปี 2567 แต่ยังไม่มีการออกมาตรการมาบังคับใช้ เช่น เรื่องการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถามคือเรื่องนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ ตราบใดที่ยังไม่เสร็จ รัฐก็ไม่มีประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมมาตรฐาน คุณภาพสินค้า การตรวจสอบภาษี ตลอดจนการลงโทษหากผู้ประกอบการต่างชาติกระทำผิด 

“เรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า วันนี้มีเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการจำนวนมาก ว่าถูกสินค้าจากต่างชาติทุ่มตลาด หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด กระทั่งได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งภายใต้กระบวนการปัจจุบัน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการประสบความยากลำบากในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง รัฐจะสามารถช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกมากกว่านี้ได้อย่างไร เช่นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน” นายสิทธิพลกล่าว

นายสิทธิพล กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องมาตรฐานบังคับผ่านมาครึ่งปี ที่อยู่ในลิสต์ว่าจะออกมาตรฐานก็มีจำนวนเท่าเดิม จำนวนที่เพิ่มและมีผลบังคับใช้แล้วมีเพียง 1-2 มาตรฐาน ความเร็วในอัตรานี้ ไม่เพียงพอต่อการกำกับสินค้าต่างชาติ นอกจากนี้ยังควรเร่งรัด คือการตรวจจับที่ด่านศุลกากรให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะเป็นด่านแรกของการที่สินค้าเหล่านี้เข้ามาในประเทศ แม้รัฐบาลจะบอกว่าปัจจุบันตรวจสอบหรือสกรีนเพิ่มขึ้นแล้ว บางช่องทางถึงขนาดบอกสกรีน 100% แต่การที่สินค้าเหล่านี้ยังรอด แสดงให้เห็นว่าการตรวจยังมีช่องโหว่ ดังนั้นจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอญัตติด่วนเพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหา รวมถึงใช้กลไกกรรมาธิการและการสื่อสารสาธารณะในการเสนอแนะรัฐบาล เพราะสงครามการค้ามีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต

เมื่อถามว่าจะต้องมีการหารือเรื่องนี้ในสภาหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ แล้ว เราอยากให้มีการเปิดเป็นญัตติด่วนด้วยซ้ำ ในวันที่ 9 เมษายนที่จะถึงนี้ แต่ก็คงจะต้องสู้รบปรบมือกับทางฟากฝั่งของรัฐบาล เนื่องจากอย่างที่เราทราบกันดีว่า ตอนนี้กำลังจะมีการเลื่อนวาระ เพื่อที่จะนำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เข้ามาสู่การพิจารณาในวันที่ 9 เมษายน ซึ่งเราคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเร่งด่วนกว่ามาก และก็สมควรที่จะต้องมีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ไม่มีการมุบมิบ เพราะปลกระทบที่เกิดกับไทยนั้นรุนแรงกว้างขวางขวางมาก ดังนั้น หากเราจะนำเข้าให้เร็วที่สุด ก็คงจะต้องมีการประสานการทำงานกับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เช่นเดียวกัน แต่ถ้าไม่ได้ ก็คิดว่าทางคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ก็คงจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณากันต่อ 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า แม้ก่อนหน้านี้ มีความพยายามที่จะเข้าไปเจรจากับทางผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้วก็ตาม แต่เราก็ยังโดนเก็บภาษีอยู่ดี ถ้ารัฐบาลจะสร้างความมั่นใจจริงๆ ก็คงจะต้องมีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนเชื่อได้จริงๆ ว่า สามารถที่จะรับมือได้ และมีไพ่ในมือเพียงพอที่จะไปเจรจาต่อรองกับ สหรัฐฯ ได้ ย้ำว่า ยังมีประชาชน ผู้ประกอบการ.SMEs อีกมากมาย ที่อาจจะไม่สามารถรับมือกับความโกลาหลปั่นป่วนที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการช่วยเหลือจากทางภาครัฐ

- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img