หน้าแรกHighlight“พิพัฒน์”สั่งตรึง“ค่าขนส่ง-รถสาธารณะ” ขู่ฟันแท็กซี่-รถแอปฯฉวยโอกาสขึ้นราคา

“พิพัฒน์”สั่งตรึง“ค่าขนส่ง-รถสาธารณะ” ขู่ฟันแท็กซี่-รถแอปฯฉวยโอกาสขึ้นราคา

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

คมนาคมรับลูกนายกฯ เตรียมประกาศมาตรการคุมราคาค่าโดยสารและขนส่งทุกระบบ 5 มี.ค. นี้ ยันใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคาขายปลีกเพื่อประคองค่าครองชีพ พร้อมดำเนินคดีเด็ดขาดพวกขึ้นราคาไม่เป็นธรรม

เมื่อเวลา 16.25 น. วันที่ 4 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมเป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 ถึงมาตรการรองรับผลกระทบด้านคมนาคมตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงคมนาคมดูแลเรื่องอัตราค่าขนส่งและค่าโดยสารสาธารณะอย่างใกล้ชิด ทั้งรถแท็กซี่และบริการรถสาธารณะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดยจะมีการประชุมภายในกระทรวงคมนาคมในวันที่ 5 มีนาคมนี้ เพื่อกำหนดแนวทางควบคุมราคาค่าขนส่งและบริการสาธารณะทุกระบบอย่างเป็นทางการ และจะประกาศมาตรการหลังเสร็จสิ้นการประชุม หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่เป็นธรรมภายหลังประกาศใช้มาตรการ จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

เมื่อถูกถามถึงแนวทางตรึงราคาค่าขนส่งซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้า นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ตรึงราคาน้ำมันให้นานที่สุดเท่าที่สถานการณ์เอื้ออำนวย ซึ่งจะส่งผลต่อการตรึงค่าขนส่งโดยตรง โดยปัจจุบันยังมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรองรับ ทั้งนี้ที่ผ่านมาเงินกองทุนมีทั้งช่วงเพิ่มขึ้นและลดลง เคยติดลบสูงสุดกว่า 100,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้แนวโน้มกลับมาเป็นบวก

ในภาวะที่สถานการณ์โลกไม่ปกติและราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลสามารถใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชย เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นรวดเร็วตามราคาตลาดโลก เป็นกลไกช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชน

ส่วนแนวทางหลังครบกำหนด 15 วันของการตรึงราคาน้ำมันนั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ของนายกรัฐมนตรี หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ก็สามารถพิจารณาตรึงราคาต่อไปได้ โดยใช้กองทุนดังกล่าวเป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุมช่วงเย็นวันเดียวกัน จะชี้แจงหลักการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง ก็จะเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่หากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง ก็จะนำเงินกองทุนมาใช้พยุงราคา ไม่ให้ปรับตัวสูงเกินไปในระยะสั้น

เมื่อถามถึงการทำความเข้าใจกับภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า ภาคเอกชนไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากกองทุนเข้ามาชดเชยส่วนต่างให้แล้ว ผู้ค้าน้ำมันยังสามารถซื้อขายในราคาปกติได้ และเมื่อราคาน้ำมันได้รับการตรึง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ค่าขนส่งจะต้องปรับขึ้น

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ควบคู่กับการควบคุมค่าขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนในช่วงสถานการณ์โลกผันผวน.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img