หน้าแรกHighlightดร.นพดลแนะทางรอดในเกมมหาอำนาจ ชี้‘ภูมิรัฐศาสตร์’ล็อกไทยไว้ให้เป็น‘เป้านิ่ง’

ดร.นพดลแนะทางรอดในเกมมหาอำนาจ ชี้‘ภูมิรัฐศาสตร์’ล็อกไทยไว้ให้เป็น‘เป้านิ่ง’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

อดีตที่ปรึกษาศูนย์ยุทธศาสตร์ฯ ชี้ไทยอยู่ใจกลาง “สมรภูมิพลังงานโลก” หลีกเลี่ยงเกมจีน-สหรัฐฯ ไม่ได้! เปิด 5 หมัดเด็ดวางตัวเป็น “ผู้กำหนดกติกา” ย้ำชัดหากไม่เลือกบทบาทเอง จะถูกคนอื่นเขียนอนาคตให้แทน!

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยง มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอนและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี (Data Science and Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน

ประเทศไทยไม่ได้เลือกที่จะอยู่ในเกมมหาอำนาจของโลก แต่ภูมิรัฐศาสตร์ล็อกไทยไว้เป็น “เป้านิ่ง” ทำให้หลีกเลี่ยงเกมนี้ไม่ได้ ผมเขียนบทความเชิงยุทธศาสตร์นี้เพื่อคนไทยผู้รักชาติอ่านแล้ว “เข้าใจง่ายแต่ลึก” และมุ่งสู่เรื่องใหญ่ 3 ฝ่ายพร้อมกัน คือ • คนไทยอ่านแล้วเห็นตรงกันว่า ต้องสนับสนุนให้ผู้มีอำนาจคิดเชิงยุทธศาสตร์และวางบทบาทที่ดีที่สุด • มหาอำนาจอ่านแล้วเห็นว่า ไทยมีวุฒิภาวะไม่เลือกข้างแบบสุดโต่ง • เวทีนานาชาติเห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่มีเหตุผลและเสถียรภาพ

เมื่อประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ในเกมมหาอำนาจ ดังนั้นไทยควรวางตัวอย่างไรในเกมนี้

เรียน คนไทยผู้รักชาติ ก่อนอื่น ผมขอชวนพวกเราทุกคนมองให้เห็นภาพใหญ่ให้ชัดของสถานการณ์วิกฤตโลกก่อนว่า ทำไมสมรภูมิเชิงยุทธศาสตร์ของโลกเมื่อถัดจากฮอร์มุซ อิหร่าน ไปก็คือ อินโด-แปซิฟิก คำตอบคือแบบนี้ครับ พลังงานที่ออกจากตะวันออกกลางไม่ได้หยุดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านเท่านั้น แต่จะเดินทางต่อผ่านมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ “ช่องแคบมะละกา” และต่อไปที่ทะเลจีนใต้ก่อนกระจายไปยังเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยมีช่องแคบไต้หวันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกอีกจุดหนึ่ง ต่อไปนี้ผมใช้ Net Assessment เป็นกรอบและเครื่องมือในการมองนะครับ เราลองมาดูตัวเลขเชิงยุทธศาสตร์กันน่าจะทำให้ทุกคนเห็นภาพใหญ่ได้ชัดขึ้น นั่นคือ น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านประมาณ 20 – 21 ล้านบาร์เรลหรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการค้าปิโตรเลียมโลกเท่ากับประมาณ 60,000 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้นช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารเท่านั้นแต่ยังเป็นเสมือนต้นทางแห่งการค้าพลังงานและระบบเศรษฐกิจของโลกที่ว่าใครกุมหรือยึดพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซได้ย่อมจะเป็นผู้มีอำนาจต่อรองระบบเศรษฐกิจของโลกได้

คราวนี้เราลองมาดูตัวเลขระบบพลังงานของช่องแคบมะละกา จะพบว่า มีน้ำมันผ่านประมาณ 15 – 17 ล้านบาร์เรลต่อวันคิดเป็นมูลค่าการค้าพลังงานโลกเท่ากับประมาณ 43,000 – 49,000 ล้านบาทต่อวัน คราวนี้ล่ะถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นต้องเปรียบช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่าน เป็นเสมือนก๊อกพลังงานของโลก ส่วนช่องแคบมะละกาคือท่อส่งพลังงานของโลก ใครยึดพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านได้และมายึดพื้นที่ช่องแคบมะละกาได้อีกยิ่งจะทำให้ประเทศนั้นมีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจของโลกมากยิ่งขึ้นไปด้วย นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมสมรภูมิเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของโลกทั้งทางทหาร เศรษฐกิจและไซเบอร์ต้องเป็นสมรภูมิอินโด-แปซิฟิก และประเทศไทยอยู่กลางกระดานของเกมสมรภูมินี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมต้องเป็นประเทศไทยที่ตกอยู่ใจกลางกระดานเกมมหาอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ทำไมไม่ใช่มาเลเซีย หรือทำไมไม่ใช่สิงคโปร์ หรือทำไมไม่ใช่อินโดนีเซีย ทั้ง ๆ ที่ทั้งสามประเทศนี้น่าจะเหมาะสมกว่าประเทศไทยเพราะอยู่ใกล้กับช่องแคบมะละกามากกว่าประเทศไทย คำตอบคือ ทั้งสามประเทศได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ต่างก็มีจุดแข็งด้วยกันทั้งสิ้นแต่เป็นจุดแข็งในบางมิติเท่านั้น นั่นคือ ทั้งสามประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่มีจุดได้เปรียบในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในเรื่องทางทะเล โดยเราจะพบว่าในช่องแคบมะละกานั้นมี มาเลเซียและสิงคโปร์อยู่บน อินโดนีเซียอยู่ล่าง ช่องแคบมะละกาตั้งอยู่ระหว่างมาเลเซียและสิงคโปร์กับอินโดนีเซีย แต่ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นกลุ่มประเทศที่แยกส่วนกัน โดยมาเลเซียมีสองดินแดนใหญ่ในขณะที่อินโดนีเซียมีหมู่เกาะต่าง ๆ มากมาย เพราะความเป็นเนื้อเดียวของดินแดนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางด้านระบบพลังงาน เศรษฐกิจ ไซเบอร์และความมั่นคงของภูมิภาค หากเปรียบเทียบอีกกลุ่มประเทศเหล่านี้เสมือนหน้าบ้านของช่องแคบมะละกา ส่วนประเทศไทยเปรียบเสมือนศูนย์ควบคุมหลังบ้านในลักษณะเครือข่ายได้ครบทั้งทางบก ทางทะเล อากาศและแม้แต่อวกาศที่ประเทศอื่น ๆ มีจุดดีจุดแข็งกว่าไทยแต่ไม่ครอบคลุมหลากหลายมิติเท่าประเทศไทย เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์มีจุดแข็งกว่าไทยในทางทะเลแต่สิงคโปร์มีพื้นที่ที่จำกัด ส่วนมาเลเซียก็แบ่งเป็นสองส่วน สำหรับไทยจะเป็นศูนย์กลางในเชิงพื้นที่มากกว่า สำหรับเมียนมาร์ก็ดีแต่มีจุดด้อยเรื่องเสถียรภาพภายใน กัมพูชาก็ดีแต่มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจเชิงนโยบายน้อยเพราะอิทธิพลภายนอกประเทศที่ไม่สมดุล ส่วนลาวก็ดีเช่นกันแต่เป็นประเทศสำคัญในการเชื่อมผ่านจีน ลาว และไทย จะเห็นได้แล้วใช่มั้ยครับว่ากลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศมีความสำคัญในแต่ละบทบาทแตกต่างกันไป แต่สำหรับประเทศไทยค่อนข้างจะครบเครื่องได้คะแนนระดับดีถึงดีมากเกือบทุกมิติ ทั้งเรื่องเสถียรภาพของระบบ การเป็นประเทศชายฝั่ง การเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยี มีพื้นที่ดินแดนเพียงพอ ประเทศไทยจึงไม่ได้เหมาะเฉพาะเรื่องระบบพลังงาน ระบบเศรษฐกิจ ระบบไซเบอร์ของโลกเพียงเท่านั้น แต่ประเทศไทยยังมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงของภูมิภาคด้วย

ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า ประเทศไทยจะหนีออกจากเกมนี้ได้หรือไม่ เพราะประเทศไทยถูกล็อกไว้ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ไม่มีใครจะย้ายประเทศไทยออกไปจากแผนที่โลกได้ แต่คำถามสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ประเทศไทยจะเล่นเกมนี้อย่างไรโดยไม่เสียประเทศ ไม่เสียสมดุล และไม่เสียอนาคต เพราะในเวลานี้ ประเทศบางประเทศในอาเซียนได้เลือกข้างไปแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงความแตกต่างเอาไว้ แต่ถ้าประเทศไทยไม่กำหนดบทบาทของตัวเอง คนอื่นจะกำหนดให้

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img