ในที่สุดก็เป็นไปตามความคาดหมาย หลังก่อนหน้านั้น สื่อหลายสำนักรายงานว่า ระหว่างวันที่ 8-9 มี.ค. ซึ่ง “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) มีวาระจัดประชุมสัมมนา สส. จำนวน 191 คนเป็นครั้งแรก นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะ “หัวหน้าพรรค ภท.”
นอกจากเป็นการ กำหนดทิศทางการทำงานของ สส. ในฐานะ “แกนนำรัฐบาล” แล้ว “หัวหน้าพรรค” จะนำเสนอข้อมูล สะท้อนความต้องการของประชาชนจากทั่วประเทศ ให้ที่ประชุมรับทราบอย่างรอบด้าน เพื่อกำหนดกรอบนโยบาย และลำดับความเร่งด่วนในการบริหารประเทศเพื่อนำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ขณะเดียวกัน จะเปิดโอกาสให้ สส.แต่ละพื้นที่ สะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชน ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เสนอต่อ กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อรวบรวมเป็นข้อสรุปเชิงนโยบาย และใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจทางการเมือง
ทั้งนี้ไฮไลต์สำคัญ…อยู่ที่การประกาศความชัดเจน และมีมติจัดตั้งรัฐบาล โดยจะเลือกพรรคการเมืองต่าง ๆ มาร่วมรัฐบาล โดย “กก.บห.” จะรับฟังความเห็นจาก สส. ก่อนพิจารณามีมติในทิศทางเดียวกัน เพื่อเดินหน้าเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ
โดยมีรายงานว่า ภายในงานสัมมนา สส. พรรค ภท. “กก.บห.” ได้นำรายชื่อของ “บุคคล” ที่เหมาะสมจะเป็น “รัฐมนตรี” เพื่อนำเสนอ “อนุทิน” โดยมีจำนวนเยอะกว่าเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อให้ “หัวหน้าพรรค” คัดเลือก และนำรายชื่อส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) นำไปตรวจสอบผ่าน 9 หน่วยงาน

เบื้องต้น พรรค ภท. จะได้เก้าอี้ รัฐมนตรี 26 ตำแหน่ง ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมอีกครั้ง แต่จะ ดูแลครอบคลุม 14 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี ), กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม และรมต.ประจำสำนักนายกฯ
ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านั้น ด้วยจำนวน สส.พรรคสีน้ำเงิน ที่แตะเกือบแตะ 200 ที่นั่ง ห่างจากพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคร่วมรัฐบาลที่ได้เพียง 74 ที่นั่ง พรรคแกนนำรัฐบาลจึงประกาศชัดว่า จะเป็นผู้ดูแลทั้งงานด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานเกรดเอแทบทั้งสิ้น โดยพรรคร่วมรัฐบาลอื่นไม่คัดค้าน เพราะกลัวตกขบวน

ถึงขนาดมีกระแสข่าวว่า พรรค พท. ยังต้องอาศัยผู้มากบารมี “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” ต่อสายพูดคุย “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่ของ ภท. จึงได้เข้าร่วมรัฐบาล เพราะเคยมีปัญหาความขัดแย้งกันมาก่อน ในสมัยพรรค ภท.ยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และถูกยึดคืนกระทรวงมหาดไทย จนประกาศถอนตัว จากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ช่วงเป็นฝ่ายค้านก็ถูกไล่บี้เรื่อง “ที่ดินเขากระโดง” และ “คดีฮั้ว สว.”
แต่มาวันนี้ “พรรค ภท.” ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นตัวแทนของ “กลุ่มอนุรักษ์นิยม” มี “ผู้มากบารมี” ช่วยเป็น “ลมใต้ปีก” ขณะที่ “พรรค พท.” อยู่ในช่วง “ตกต่ำ” ได้สส.ไม่ถึงร้อยคน ตัว “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ก็ยังติดบ่วงเกี่ยวกับเรื่องคดีความ รวมไปถึง “แพทองธาร ชินวัตร” ครั้งทำหน้าที่นายกฯ ก็ยังมีคดีความค้างอยู่ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่อง “คลิปเสียง” ที่สนทนากับ “ฮุนเซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ดังนั้นการอยู่ใน “อำนาจรัฐ” อาจไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงเรื่อง “คดีความ”
โดยในส่วน “ภท.” มีการแบ่งโควตาให้ “อนุทิน” 5 ตำแหน่ง คือ “อนุทิน” ที่ควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย, “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ,“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง, “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ และ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกฯ ดูแลด้านกฎหมาย
ส่วนตัวแทน “กลุ่มบ้านใหญ่” ปรากฎชื่อ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รมช.มหาดไทย, “ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทย, “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.คมนาคม, “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), “พัฒนา พร้อมพัฒน์” รมว.สาธารณสุข, “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.ท่องเที่ยวฯ, “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รมว.วัฒนธรรม, “ภราดร ปริศนานันทกุล-ศุภมาส อิศรภักดี-นภินทร ศรีสรรพางค์” รมต.ประจำสำนักนายกฯ
ขณะที่ “กลุ่มสีน้ำเงินสายเลือดใหม่” อย่าง“สุชาติ ชมกลิ่น” คุ้มชลบุรี, “วราวุธ ศิลปอาชา” คุ้มสุพรรณ และ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” คุ้มลุงกำนัน มีรายงานว่า “สุชาติ” จะได้เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ, “เอกนัฏ” จะได้เป็นรมว.พลังงาน, “วราวุธ” จะได้เป็นรมว.อุตสาหกรรม
ส่วนสัดส่วน “ลูกเทพ” ซึ่งขณะนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ได้วางตัวไว้ในกระทรวงสำคัญ อาทิ “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” สส.อุทัยธานี, “วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์” สส.สตูล เป็น รมช.มหาดไทย, “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” สส.ศรีสะเกษ, “ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์” สส.พิจิตร เป็น รมช.คมนาคม, “แนน บุญย์ธิดา สมชัย” สส.อุบลราชธานี เป็น รมช.ดีอี ส่วน “สุขสมรวย วันทนียกุล” สส.อำนาจเจริญ และ “พลพีร์ สุวรรณฉวี” สส.นครราชสีมา อยู่ระหว่างจัดสรรความเหมาะสม

ส่วนตำแหน่ง ฝ่ายนิติบัญญัติ “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ หลายสมัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เป็นชื่อ “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” สส.ลพบุรี อดีตรมช.คมนาคม เนื่องจากเป็นสส.หลายสมัย ประนีประนอมสูง และความร่วมมือในการทำงาน มีความคุ้นชินกับงานสภาฯ และคุ้นเคยกับ สส.ต่างพรรค เชื่อว่าจะสามารถทำงานสภาฯ ให้ราบรื่น
ด้านโควตาพรรคร่วมรัฐบาล คือ “พรรค พท.” จะได้ 8 คน 9 ตำแหน่ง ซึ่งพรรค พท.ส่งรายชื่อผู้ที่จะเหมาะสม ได้เป็นรัฐมนตรีมาเกินกว่าโควตาเช่นกัน โดย “ภท.” ให้อำนาจ “พท.” ในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม โดยไม่ได้กำหนด หลักเกณฑ์ว่า จะต้องเป็นคนรุ่นใหม่หรือเป็นคนรุ่นเก่า แต่จะต้องยึดตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ประกอบด้วย รองนายกฯ ควบรมว.เกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษาฯ, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และรมช. 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภาฯคนที่ 2
ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะได้โควตารัฐมนตรี 1 ตำแหน่งคือ “ตรีนุช เทียนทอง” หัวหน้าพรรค ส่วนพรรคเล็ก 1-2 เสียง จะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือมาต่อรองอะไรได้ เพราะ “ภท.” ไม่ต้องการรวมเสียงหรือตั้งมุ้ง
ส่วนตำแหน่ง “รมว.กลาโหม” จะเคาะในตำแหน่งสุดท้าย ซึ่งจะรอดูสถานการณ์ในโค้งสุดท้าย ที่เวลานี้กำลังมีเรื่องภาวะสงครามระหว่าง “สหรัฐฯ-อิสราเอล” กับ “อิหร่าน” ที่ส่งผลกระทบถึงความมั่นคงทางการเมืองโลก และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ-พลังงาน
แต่ “โผ ครม.อนุทิน 2” จะเสร็จสมบูรณ์ในทันทีที่มีการโหวต “อนุทิน” นายกฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และการจัด ครม.ครั้งนี้ จะทำให้สอดรับกับ “ยุทธศาสตร์ของพรรค ภท.” ที่ต้องการ “วางคนให้เหมาะกับงาน” ที่ต้องจัดแต่ละกระทรวง ทำงานสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วขึ้นตรงกับนายกฯ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ อย่างรัฐบาลต่าง ๆ ที่ผ่านมา
ขณะนี้แน่นอนแล้วว่า รัฐบาลที่มีพรรค ภท.เป็นแกนนำจะมี 292 เสียง ประกอบด้วยพรรค ภท., พรรค พท., พรรค พปชร., พรรคประชาชาติ (ปช.) และพรรคเล็ก ๆ โดยไม่มี พรรคกล้าธรรม (กธ.), พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคไทรวมพลัง (ทร.)
โดยมีรายงานข่าว สาเหตุที่พรรค ภท. ไม่เลือกพรรค กธ.เข้าร่วม “รัฐบาลอนุทิน 2” เนื่องจากมี สส.และแกนนำพรรคบางคน “พัวพันกับธุรกิจสีเทา” รวมถึงมี สส.หลายคน และแกนนำ มีชื่อในคดีแจกกล้วยรับค่าเลี้ยงดู ในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ ป.ป.ช.กำลังจะชี้มูลในเร็ว ๆ นี้
นอกจาก แกนนำพรรคพรรค ภท. ยังไม่พอใจอดีตเพื่อนร่วมงาน เพราะในระหว่างการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พรรคสีน้ำเงินและพรรคสีเขียว ส่งสส.ทับซ้อนกันเกือบ 40 เขต จนทำให้แกนนำพรรค ภท.ไม่พอใจ โดยมองว่า แกนนำพรรคสีเขียว “ผิดข้อตกลง” ที่ทำกันไว้ก่อนมีการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้พรรค ภท. ต้องพ่ายแพ้ในบางพื้นที่
เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคสีน้ำเงินเดิมพันสูง ต้องคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งไว้ให้ได้ ในฐานะเป็นตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาล
อีกเหตุผลหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้คือ “พรรค ภท.” ไม่ต้องการให้ “พรรค กธ.”เติบโตมากเกินไป หลังจากเลือกตั้งครั้งนี้ได้สส. ถึง 58 คน และสไตล์ในการสร้างพรรค ก็ใช้รูปแบบเดียวกับ “พรรค พท.” โดยอาศัยศักยภาพ “นักการเมืองบ้านใหญ่” ดังนั้นถ้าปล่อยให้ “พรรคคู่แข่ง” เติบโตมากเกินไป อาจกลายเป็น “ปัญหาใหญ่” เป็นคู่แข่งกับ “ภท.” ในอนาคต จึงต้องรีบ “ตัดตอน” ไม่ให้ “กธ.” มีศักยภาพทางการเมืองมากไปกว่านี้
แต่ที่สำคัญคือ การมี 2 พรรคเป็นแกนหลัก ในการจัดตั้งรัฐบาล จะทำให้สามารถนำเก้าอี้รัฐมนตรี มาแบ่งกันได้อย่างเต็มที่ โดยพรรค ภท. ได้ถึง 26 เก้าอี้ เพราะมีสส.ถึง 191 ที่นั่ง และในที่สุด หากมีการเลือกตั้งใหม่ในจ.สุพรรณบุรีเขต 2 เชื่อว่า ชัยชนะต้องตกเป็นของพรรค ภท. แลทำให้ สส. มีถึง 192 ที่นั่ง อีกทั้งพรรค ภท. มี “บ้านใหญ่” มารวมกันถึง 70 กว่าตระกูล หากการจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง ไม่ครอบคลุมกลุ่มต่าง ๆ อาจทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในพรรค…ตามมาในภายหลังได้
โดยมีตัวอย่างแล้วคือ “อนุชา สะสมทรัพย์” สส.นครปฐม อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ซึ่งย้ายมาสังกัดพรรค ภท. พร้อม “วราวุธ ศิลปาอาชา” อดีตหัวหน้าพรรค ชทพ. กลุ่มสุพรรณบุรี ซึ่งถือเป็นคนละกลุ่มกัน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “กลุ่มของผมได้ที่นั่ง สส. 4 เขต จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี จากเดิมผมเคยเป็น รมช.สาธารณสุข แล้วจะขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.จะพิจารณา”
ทำให้มีคำถามตามมาว่า แล้ว “บ้านใหญ่กลุ่มอื่น ๆ” ที่นำ สส.เข้ามาเป็นกลุ่มเป็นก้อน จะไม่มีความรู้สึกเหมือนกับ “อนุชา สะสมทรัพย์” บ้านใหญ่นครปฐม หรือ??? เพราะการเข้ามาร่วมงานกับพรรค ภท. อาจไม่ได้หมายความว่า มีอุดมการณ์เดียวกัน แต่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่ต้องได้ หากพรรคพรรคได้เป็นแกนนำรัฐบาล
เมื่อเช็กพื้นที่ ที่พรรค ภท. ได้ชัยชนะในรอบนี้ ที่ได้ “สส.ยกจังหวัด” มากถึง 20 จังหวัด จากเดิมที่เคยได้ 8 จังหวัด ประกอบด้วย พิจิตร 3 เขต, เพชรบูรณ์ 6 เขต, อุทัยธานี 2 เขต, อ่างทอง 2 เขต, สิงห์บุรี 1 เขต, อยุธยา 5 เขต, บึงกาฬ 3 เขต, บุรีรัมย์ 10 เขต, สุรินทร์ 8 เขต, ยโสธร 3 เขต, อำนาจเจริญ 2 เขต, ปราจีนบุรี 3 เขต, จันทบุรี 3 เขต, ตราด 1 เขต, เพชรบุรี 3 เขต, ชุมพร 3 เขต, ระนอง 1 เขต, พังงา 2 เขต, กระบี่ 3 เขต, สตูล 2 เขต
จึงต้องจับตาดูว่า การจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง จาก “แกนนำพรรคสีน้ำเงิน” จะทำให้ “บ้านใหญ่แต่ละกลุ่ม” พอใจมากแค่ไหน และไม่กลายเป็น “คลื่นใต้น้ำ” แล้วส่งผลกระทบกับรัฐบาลในอนาคต

ส่วนการที่ พรรค ปชป. ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลนั้น แกนนำระดับสูงพรรค ภท.มองว่า ไม่มีเอกภาพทางการเมือง เพราะมีเพียง 21 เสียง ยังแบ่งกลุ่มก๊วนชัดเจน คือ กลุ่มอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ กลุ่มชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีใครฟังใครได้ จึงยาก หากต้องดึงมาร่วมรัฐบาล
ต้องยอมรับว่า การจัดตั้งรัฐบาลที่มี “ภท.” เป็นแกนนำ ซึ่งมีพรรคหลักอย่าง “พท.” เข้าร่วมเพียงพรรคเดียว ถ้าวันใดมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น แล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 74 เสียง ถอนตัวออกไป นั่นหมายความว่า รัฐบาลต้องล้มไปในทันที ถือเป็นความเสี่ยงทางการเมือง
อีกทั้งการปล่อยให้ “กธ.” ไปเป็นฝ่ายค้าน อาจทำให้ “ภท.” เจอ “เกมใต้ดิน” เพราะช่วงที่ผ่านมาบทบาทของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. สมัยยังทำงานในอยู่ในพรรค พปชร. ก็ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” เคยกล้าหักทั้ง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” มาแล้ว จึงอาจมีการเดินเกมบางอย่าง จนกระทบกับรัฐบาลพรรค ภท. บวกรวมกับ “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” ทั้ง “ปชน.” และ “ปชป.”
นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญ คือการสู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่าง “สหรัฐฯ-อิสราเอล” กับ “อิหร่าน” ซึ่งมีผลกระทบทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ และราคาน้ำมัน ถ้าหากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจต้องมีอันเป็นไปแบบไม่ทันตั้งตัว เพราะฝ่ายค้านคงไม่ปล่อยให้รัฐบาลอยู่ดีมีสุข
เพราะฝ่ายค้าน…กลุ่มหนึ่งต้องการโชว์ผลงาน เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งครั้งหน้า อีกกลุ่มหนึ่งเหมือนถูกหักหลัง ทำงานด้วยความแค้น บวกรวมกับความเติบโตของ “ภท.” ที่ไม่ได้มาจากอุดมการณ์ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นหนามยอกอก ที่ “รัฐบาลอนุทิน 2” อาจเจอ “อุบัติเหตุ” แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
……………………………………
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















