รอยร้าว‘กสทช.’ ไพ่ยื้อ‘หมอสรณ’ใกล้จบ!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

การดิ้นรนเพื่ออยู่ในเก้าอี้ “ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” หรือ “ประธาน กสทช.” ของ “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” เริ่มตีบตันมากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะหลังจากมีรอยตำหนิ จากคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการสรรหาฯ กสทช.ที่ชี้ว่า “นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกสทช.มาตั้งแต่ต้น จากกรณีมีรายได้ทางอื่นที่นอกจากเป็นประธาน กสทช. อันเป็นลักษณะต้องห้ามในการเป็น กสทช.”

แม้ “นพ.สรณ” จะพยายามโต้แย้งมาตลอด แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะไม่สามารถงัด-ทำลายน้ำหนักของอีกฝ่ายได้!!!

จนทำให้ “นพ.สรณ” สูญเสียความเป็นผู้นำองค์กร กสทช. แม้จะพยายามสู้ทุกวิถีทาง โดยเฉพาะการจัดประชุม กสทช.ให้ได้ แต่ก็ไม่เป็นผล จนทำให้การประชุม กสทช.ล่มถึง 3 ครั้งติดต่อกัน คือ 27 ก.ค. 5 ส.ค. และล่าสุด 6 ส.ค.

เนื่องจาก กสทช.อย่างน้อย 4 คน คือ “สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์-พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ-พิรงรอง รามสูต-ศุภัช ศุภชลาศัย” รวมถึงมีข่าวว่ายังมีอีก 1 คน ที่ก็ไม่อยากร่วมสังฆกรรมกับ “นพ.สรณ” แล้ว แต่ไม่แสดงออกว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม “นพ.สรณ” เพราะยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่ ซึ่ง กสทช. กลุ่มดังกล่าว มองว่า ไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับ “นพ.สรณ” ได้ เพราะเกรงจะมีปัญหาข้อกฎหมายภายหลัง โดยเฉพาะหากไปร่วมลงมติโดยมี นพ.สรณ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมและร่วมประชุมด้วย จึงมีการเดินออกนอกจากห้องประชุมให้เห็นกันมาแล้วถึง 3 ครั้ง

ในความเป็นจริง กสทช.ชุดปัจจุบัน มีปัญหา “เกาเหลาในการทำงาน” มานานแล้วร่วม 2-3 ปี มีการแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน โดย “นพ.สรณ” อยู่ฝั่งเสียงข้างมาก 4 เสียง แต่หลังเกิดปัญหากับ “นพ.สรณ” ก็ทำให้คนที่เคยอยู่ด้วยกันในฝั่งเดียวกัน คือ “สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์” สวิงมาอยู่กับ “ฝั่งที่ไม่เอา นพ.สรณ”

นอกจากนี้ “นพ.สรณ” ก็ยังมี “ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.อีกคนหนึ่ง ที่เป็นมือทำงานให้กับ “นพ.สรณ” ซึ่งที่ผ่านมา กสทช.ทั้ง 2 ฝั่งก็งัดกันมาตลอด แต่ “นพ.สรณ” คุมสภาพได้ เพราะคุมเสียงข้างมาก และมีตำแหน่งประธานค้ำอยู่ อีกทั้งมีรักษาการเลขาธิการ กสทช.ที่ทำหน้าที่เสมือนแม่บ้านสำนักงาน กสทช. ทั้งดูแลเรื่องบุคลากร-งบประมาณ-นโยบาย-การคุมระเบียบวาระการประชุม อยู่ในฝ่ายเดียวกัน จึงทำให้ “นพ.สรณ” ยังคุมสภาพได้

ทว่าเมื่อ “นพ.สรณ” มาพลาดจนถูกตรวจสอบเรื่อง “มีรายได้หลายทาง” จนสุดท้ายเพลี่ยงพล้ำ มติกรรมการสรรหาฯ ชี้ว่า มีลักษณะต้องห้าม “เกมเลยพลิก” ทุกอย่างเข้าทาง “กสทช.ฝ่ายตรงข้ามนพ.สรณ” ให้ใช้โอกาสทองนี้ ไล่ขยี้ “นพ.สรณ” ให้พ้นจากตำแหน่ง

ทำให้ “นพ.สรณ” ตกอยู่ในสภาพอย่างที่เห็น คือเก้าอี้ตัวเองก็ร่อแร่ มีโอกาสกระเด็นหลุดจากตำแหน่งในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ก็ไม่สามารถบริหารควบคุม กสทช.ให้ทำงานต่อไปได้ จนเกิดภาพติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ อันไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม  

สถานการณ์ที่ไม่เข้าทาง “นพ.สรณ” ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะนอกจากไม่สามารถจัดประชุม กสทช.เพื่อประทับตราการเป็นประธาน กสทช.ให้ตัวเองได้

ขณะเดียวกัน ที่ไปฟ้องคณะกรรมการสรรหาฯ ต่อศาลปกครองกลางไว้เมื่อ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน แต่ศาลปกครองก็ไม่เอาด้วย ปฏิเสธคำร้องขอ

ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ 7 ส.ค. ศาลปกครองกลาง ก็มีการออกหนังสือคำสั่งด่วน แจ้งไปถึง “นพ.สรณ” ว่า ไม่รับฟ้องคดีฯ ที่ได้ฟ้องเอาไว้

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการสรรหาฯ) มีคำวินิจฉัยว่า “ผู้ฟ้องคดี” (นพ.สรณ) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 4 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ผู้ฟ้องคดี” เป็นประธานกรรมการ กสทช. แล้วตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.65 เป็นต้นไป ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ที่ “ผู้ถูกฟ้อง” คดีวินิจฉัยว่า เป็นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 4 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกรณีที่มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และ ในวรรคสองว่า ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

“ดังนั้นในชั้นนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดี (นพ.สรณ) ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงยังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.2542 ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดี จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ” คำสั่งศาลปกครองกลางระบุ

อย่างไรก็ตาม “นพ.สรณ” ยังเหลือทางสู้อีกหนึ่งยก ที่ถือเป็น…ยกสุดท้ายแล้ว นั่นก็คือ การอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด ที่ก็เชื่อว่า “นพ.สรณ” ยื่นแน่ เพราะเมื่อยื้อมาถึงขนาดนี้ มันก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

ขณะที่ตัว “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กสทช. ที่กำลังเจอเสียงเรียกร้องจากบางฝ่าย โดยเฉพาะ “ฝ่ายตรงข้าม นพ.สรณ” ที่ต้องการให้ “อนุทิน” นำชื่อ “นพ.สรณ” ขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง กสทช. โดยบางรายถึงขั้นออกมาขู่ หากไม่ทำจะโดน ม.157 ประมวลกฎหมายอาญาฯ ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ โดยอ้างเหตุว่า คำวินิจฉัยและมติของกรรมการสรรหาฯ ที่ให้ “นพ.สรณ” พ้นจากการเป็น กสทช. ถือว่าเด็ดขาดแล้ว และยิ่งศาลปกครองกลางไม่รับฟ้องแบบนี้ แม้ยังเหลือศาลปกครองสูงสุดอยู่อีกหนึ่งขั้น แต่ก็มีความชอบธรรมเพียงพอ ที่จะทำให้ “อนุทิน” เสนอชื่อทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งได้แล้ว

ทว่า “อนุทิน” เองก็คงไม่อยากเสี่ยง เพราะบางฝ่ายที่ออกมา “ยุ” โดยเฉพาะ “พรรคประชาชน” พวกนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่ “อนุทิน” ต้องรับผิดชอบ เพราะหากนำชื่อ “นพ.สรณ” ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วตัว “นพ.สรณ” ไปฟ้องศาลปกครองสูงสุด ซึ่งหากศาลรับคดี และยังตัดสินว่า “นพ.สรณ” ไม่ต้องพ้นจากการเป็นประธาน กสทช. ถ้าออกมาแบบนี้ “อนุทิน” ก็ตาย!

พวก “พรรคประชาชน” อาจพลิกท่าทีได้ว่า “อนุทิน” ทำผิดกฎหมาย แล้วหาเรื่องถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ หรือเอาไปอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวนายกฯ แต่ดูแล้ว “อนุทิน” ยังไง…คงไม่รีบ คงรออีกสักพักว่า หาก “นพ.สรณ” ยื่นอุทธรณ์ไปศาลปกครองสูงสุดจะว่าอย่างไร ถึงตอนนั้นก็ยังไม่สาย

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาภายในตึก กสทช.คงยังไม่จบง่าย ๆ หลังศาลปกครองกลางไม่รับฟ้องคดีของ “นพ.สรณ” ส่วนจะเป็นหนังยาวข้ามปีไปถึงปีหน้าหรือไม่ ประเมินว่า อาจไม่ถึงขั้นนั้น เพราะถ้าศาลปกครองสูงสุดไม่รับฟ้อง ทุกอย่างก็ End-game

………………………………………….

คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง

โดย “พระจันทร์เสี้ยว”

                                                            

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img