“ทรงศักดิ์ ” ย้ำสถานการณ์ฝนช่วง 24–26 ก.ย. มีฝนตกหนักบางพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ยังไม่ถึงขั้นมหาอุทกภัย ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ พร้อมยืนยันรัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับและมีพื้นที่รับน้ำเพียงพอ
เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีเพจเตือนภัยพิบัติเผยแพร่ข้อมูลว่าอาจเกิด “มหาอุทกภัย” ในช่วงนี้ว่า การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มาจากหน่วยงานที่มีเครื่องมือสำหรับประเมินสถานการณ์โดยตรง พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายทรงศักดิ์กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ระหว่างวันที่ 24–26 ก.ย. จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่สถานการณ์ยังไม่ถึงระดับที่จะเป็นมหาอุทกภัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมมาตรการป้องกันและรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว
รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก และควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากมีข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศเผยแพร่ออกมาหลากหลายรูปแบบ ขณะที่รัฐบาลมีมาตรการรองรับทั้งสถานการณ์ฝน น้ำท่วม และภัยแล้ง
นายทรงศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และมีการหารือถึงสถานการณ์น้ำ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้นำเสนอแนวทางติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดให้ครอบคลุมพื้นที่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลและเพิ่มเวลาในการแจ้งเตือนประชาชน หากจำเป็นต้องอพยพ รวมถึงให้หน่วยงานภาครัฐเตรียมเครื่องมือและบุคลากรเข้าดูแลประชาชน
ส่วนการรองรับน้ำ นายทรงศักดิ์ระบุว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณน้ำและพื้นที่รองรับน้ำในแต่ละอ่างเก็บน้ำ โดยตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลเรื่องดังกล่าว และจะเน้นการเพิ่มพื้นที่รับน้ำ เช่น แก้มลิง เพื่อรองรับสถานการณ์ โดยเฉพาะปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ระหว่างการควบคุมเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน
สำหรับกรณีคณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงินจัดหาประกันภัยพิบัติ 15,500 ล้านบาท นายทรงศักดิ์กล่าวว่า การประกันภัยจะครอบคลุมทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยจะเริ่มมีผลวันที่ 1 ต.ค.นี้ และตั้งเป้าหมายให้การเยียวยาประชาชนดำเนินการได้รวดเร็วภายใน 45 วัน พร้อมย้ำว่าการใช้เงินภาษีประชาชนต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเหมาะสม



















