ร.อ.ธรรมนัส เป็นประธานเปิดประชุมสัมมนายกระดับสหกรณ์ ย้ำข้าราชการต้องสำนึกว่าเป็น “ข้าของแผ่นดิน” พร้อมชี้ตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน มาแล้วก็ไป แต่ข้าราชการต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชนและเกษตรกรอย่างเต็มกำลัง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 มี.ค. ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ยกระดับมาตรฐานเชื่อมโยงเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนสหกรณ์สู่ความยั่งยืน” โดยเดินทางมาถึงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถือเป็นการปฏิบัติภารกิจครั้งแรก หลังมีกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรวมเสียงได้ 291 เสียง
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวตอนหนึ่งว่า ไม่ว่าตนจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม วันหนึ่งอาจต้องจากไป แต่อาจกลับมาอีกเหมือนที่หลายคนเคยเห็น หากมีวาสนาได้กลับมาดูแลพี่น้องเกษตรกรก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่หากถึงเวลาต้องมีการเปลี่ยนผ่าน อยากฝากข้าราชการทุกคนให้ตระหนักอยู่เสมอว่า “ท่านคือข้าของแผ่นดิน”
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ข้าราชการต้องสำนึกว่า หากไม่มีแผ่นดิน ไม่มีประชาชน และไม่มีพี่น้องเกษตรกร หน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะไม่มีภารกิจ ดังนั้นต้องตระหนักว่าข้าราชการคือผู้ทำงานเพื่อประชาชนในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตำแหน่งของผู้บริหารหรือรัฐมนตรีนั้นไม่จีรัง เมื่อถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยนผ่านไปตามวาระ
อย่างไรก็ตาม ข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำงานอยู่ในระบบราชการเป็นเวลานาน เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 34 ปี จึงควรมองว่ากระทรวงแห่งนี้เป็นบ้านของตนเอง ต้องรักในหน้าที่ รักองค์กร และทำงานอย่างเต็มกำลัง แม้ผู้นำทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่งานราชการต้องดำเนินต่อไปตามหลักการ
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ตนทำงานร่วมกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ มานาน หลายคนเคยเป็นข้าราชการระดับต้นตั้งแต่ช่วงที่ตนเข้ามาทำงานใหม่ ๆ แม้ตนจะทำงานอย่างจริงจังและเข้มงวดในเรื่องงาน แต่หากเป็นเรื่องความเดือดร้อนของผู้ใต้บังคับบัญชาก็พร้อมให้ความช่วยเหลือเสมอ
“เรื่องงานคือเรื่องงาน ต้องทำให้มีคุณภาพ การเป็นข้าราชการที่ดีต้องสำนึกในหน้าที่ของตนเอง ทุกวันนี้เรามีรายได้เลี้ยงครอบครัว เพราะสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้นต้องทำงานให้เต็มที่ เริ่มงาน 08.00 น. เลิก 16.00 น. และมีเวลาพักเที่ยงหนึ่งชั่วโมง ก็ต้องใช้เวลาทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว.



















