“พิพัฒน์”ลั่นไม่ได้คาบ“ข่าวลับ”ให้กับPT พร้อมลาเก้าอี้พลังงานถ้าขัดศรัทธาปชช.

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


ไม่ยึดติดตำแหน่ง! พิพัฒน์ รัชกิจประการ เปิดใจโต้กระแสสังคม ยันแยกแยะธุรกิจครอบครัวออกจากหน้าที่ราชการชัดเจน ท้าดูงบกำไรขาดทุนไตรมาสแรกพิสูจน์ความจริง เผยเคยกล่อม รมว.คลัง เก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่นแต่ต้องเป็นธรรม พร้อมถกนายกฯ ขอย้ายไปนั่งที่ปรึกษาแทน หากสังคมมองว่าตนคือ “ส่วนเกิน” ในโครงสร้างพลังงาน!

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.69 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดใจผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องให้แบนธุรกิจพลังงานของครอบครัว โดยเฉพาะปั๊มน้ำมัน PT ว่า เป็นเรื่องที่ไม่อาจไปตำหนิความคิดหรือความรู้สึกของประชาชนได้ แต่ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่าควรแยกแยะระหว่างบทบาทหน้าที่กับความเป็นเจ้าของทางธุรกิจออกจากกันอย่างชัดเจน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้ตัดขาดจากบทบาทในธุรกิจครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2546 และตลอดเวลากว่า 20 ปี ไม่เคยมีส่วนร่วมในการบริหารหรือดำรงตำแหน่งใดในบริษัท PT แม้แต่น้อย โดยจะเข้าไปเพียงปีละครั้งในโอกาสวันครบรอบบริษัทช่วงเดือนมีนาคมเท่านั้น พร้อมย้ำว่า PT เป็นบริษัทมหาชนที่มีคณะกรรมการและผู้บริหารดำเนินงานอย่างเป็นระบบ การเข้าไปแทรกแซงหรือครอบงำจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งตนเองเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจชี้นำการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่ขอให้สังคมรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงผ่านผลประกอบการไตรมาสแรก ซึ่งจะประกาศในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม โดยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นถึงความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่เคยนำข้อมูลลับทางราชการไปเปิดเผยแก่บริษัทหรือบุคคลในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวโน้มราคาน้ำมันในแต่ละวัน พร้อมทิ้งท้ายว่า “ความจริงอาจมาช้า แต่จะปรากฏอย่างแน่นอน”

ในประเด็นบทบาทในรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อถูกถามถึงโอกาสทำหน้าที่ผู้อำนวยการ ศบก. เจ้าตัวระบุว่า หากได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรี ก็พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แม้จะมีความรู้ด้านพลังงานในระดับหนึ่ง แต่ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดในเชิงเทคนิคเกี่ยวกับโรงกลั่น โดยหากมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง และเห็นว่ามีบุคคลที่เหมาะสมกว่า ตนก็พร้อมถอยออกมาเพื่อสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

ส่วนโครงสร้างการกำกับดูแลกระทรวงพลังงานในรัฐบาลใหม่นั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่ายังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างการจัดสรรงาน แต่เชื่อมั่นว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีบุคลากรมืออาชีพจำนวนมากที่มีศักยภาพ

พร้อมกันนี้ เขายังเผยถึงความตั้งใจที่จะเข้าหารือนายกรัฐมนตรีโดยตรง ท่ามกลางกระแสสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับบทบาทของตนในการกำกับดูแลด้านพลังงาน โดยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า หากสังคมไม่ยอมรับ ก็อาจขอถอยไปทำหน้าที่ในบทบาทอื่นที่เหมาะสมกว่า เช่น การเป็นที่ปรึกษาหรือสนับสนุนกระทรวงอื่นแทน

ในส่วนของแนวคิดการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เคยหารือกับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการจัดเก็บภาษีในช่วงกำไรสูง ก็ควรพิจารณามาตรการรองรับในช่วงที่ภาคธุรกิจขาดทุนด้วย เพื่อความสมดุลและเป็นธรรมในระยะยาว

ท้ายที่สุด กล่าวย้ำด้วยว่า ตนไม่ได้มีความต้องการตำแหน่งผู้อำนวยการ ศบก. แต่อย่างใด และทุกอย่างขึ้นอยู่กับการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี หากมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกว่า ก็พร้อมเปิดทางให้เข้ามาทำหน้าที่แทนอย่างเต็มใจ

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img