‘วิโรจน์’กางตำราซัดรัฐบาลอนุทิน จี้เลิกอ้างมติเก่าปี 34 แล้วงัด พ.ร.บ.ราคาสินค้าคุมค่าน้ำมัน พร้อมเสนอรีดภาษีลาภลอยโรงกลั่นมาช่วยคนจน ติงอย่ามัวแต่กลัวนักลงทุนจนลืมหัวอกประชาชน!”
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงวิกฤตน้ำมันแพงในประเทศไทย ว่า ทางออกน้ำมันแพงตามกฎหมาย สิ่งที่รัฐ ทำได้ และควรทำ สถานการณ์น้ำมันแพง และอาจจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ที่ประสบอยู่นี้ หากไม่มีมาตรการใดๆ มาควบคุม ก็จะเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ราคาสินค้าและบริการต่างๆ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง กระทบต่อค่าครองชีพและการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างรุนแรงได้
เบื้องต้นมีการถกเถียงกันว่า กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจในการเข้าไปกำกับและควบคุมราคาน้ำมันหรือไม่ โดยมีผู้เสนอว่า สามารถใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เข้าไปออกมาตรการเพื่อควบคุมราคาน้ำมันให้มีความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคได้ แต่ปรากฏว่ามีข้อโต้เถียงกลับมาว่า มีคำพิพากษาคดีปกครองเกี่ยวกับคดีน้ำมันเชื้อเพลิง (คดีดำที่ 1872/2566 และคดีแดงที่ 193737/2561) ออกมาแล้วว่า แม้ว่าจะมีการกำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามประกาศ กกร. เรื่องการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ปี 2555 ลงวันที่ 25 ม.ค.2555 แต่เนื่องจากมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2534 ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประกอบกับมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงพลังงานอื่นในประเทศไทยอยู่แล้ว อันได้แก่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ดังนั้น กกร. จึงไม่มีหน้าที่กำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด
และผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้มีคำวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า น้ำมันเชื้อเพลิงมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ได้แก่ พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 และ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ดังนั้น ผู้ที่รับผิดชอบหลักจึงควรเป็นกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วน กกร. จะเป็นผู้ตรวจสอบการแจ้งราคาและการแสดงราคาให้เป็นไปตามที่กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 มิ.ย.2568 ได้มีมติ ครม. ใหม่ กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมราคา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยมีทั้งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและน้ำมันเชื้อเพลิงถูกกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุม นั่นเท่ากับว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2568 ได้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2534 ไปโดยปริยาย
แต่หากรัฐบาลยังไม่มั่นใจว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2534 นั้นถูกยกเลิกไปแล้วจริงหรือไม่ รัฐบาลก็สามารถออกมติ ครม. ใหม่เพื่อยกเลิกมติเดิมดังกล่าวได้ ก็จะเป็นอันยุติข้อโต้แย้งในประเด็นนี้
ตนเห็นว่ารัฐบาลควรจะต้องถือเอาโอกาสนี้ปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะ 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. กำไรที่เพิ่มขึ้นจากสต๊อกน้ำมันเดิมก่อนภาวะสงคราม (Stock Gain) และ 2.กำไรจากค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin) ที่เพิ่มขึ้นจากฐานปกติ อันเนื่องมาจากส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบอย่างผิดปกติในช่วงภาวะสงคราม
ในทางปฏิบัติ ที่สามารถดำเนินการได้ในระยะสั้น คือ การขอความร่วมมือจากโรงกลั่นในการส่งเงินส่วนหนึ่งจากกำไรที่เกินจากฐานปกติเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ กบน. นำไปใช้อุดหนุนราคาน้ำมัน อันจะช่วยประคับประคองและแบ่งเบาภาระของประชาชนในยามทุกข์ยาก ส่วนในทางกฎหมาย รัฐบาลสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในภาวะขาดแคลน พ.ศ.2516 ได้อยู่แล้ว แต่เข้าใจว่ารัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็น ก็ต้องกล้าใช้อำนาจดังกล่าว เพราะในเมื่อ กบน. กล้าที่จะปรับราคาน้ำมันขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง หากจำเป็นก็ต้องกล้าใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้กับโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน สถานีน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ครัวเรือน และประชาชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขในการผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน
นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งรัดการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ในเรื่องการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย (Windfall Tax)” ให้มีความชัดเจน เพื่อให้รัฐมีงบประมาณเพียงพอในการจัดการกับวิกฤตการณ์น้ำมัน โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง และการอุดหนุนกลุ่มเป้าหมายต่างๆ อย่างมียุทธศาสตร์ เช่น กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มชาวประมง เป็นต้น โดยไม่ผลักภาระให้ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพเพียงลำพัง และไม่เป็นภาระทางการคลังที่เกินควร ตลอดจนไม่กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว.



















