นายกฯเตรียมร่วมประชุม‘อาเซียนซัมมิท’ ที่ฟิลิปปินส์-มุ่งต่อยอดผลลัพธ์สู่ปชช.ไทย

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


รัฐบาลเผย นายกฯ ใช้เวทีอาเซียนเชื่อมความร่วมมือระดับภูมิภาคสู่ประโยชน์ประชาชน ท่ามกลางความผันผวนโลก เร่งหารือความมั่นคงพลังงาน อาหาร และบทบาทอาเซียนในเวทีโลก


เมื่อวันที่ 6 พ.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 พ.ค. 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมุ่งเชื่อมโยงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของความร่วมมืออาเซียนไปสู่ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.รัชดา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน” (Navigating Our Future, Together) โดยมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต และนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รวมถึง ดร.เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ตลอดจนผู้แทนจากเมียนมา และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในฐานะแขกของประธาน

โฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค รวมถึงแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ส่งผลให้อาเซียนต้องปรับตัวรับมืออย่างรอบด้าน โดยเวทีดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของภูมิภาค และเชื่อมโยงความร่วมมือระดับภูมิภาคไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ ที่ประชุมจะหารือประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร ความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือความท้าทายข้ามพรมแดน และการยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก

น.ส.รัชดา ระบุว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสดังกล่าวในการหารือทั้งในกรอบพหุภาคีและทวิภาคี โดยยึดแนวทางการทูตที่รักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img