“นิกร จำนง” คณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญพรรคภูมิใจไทย สวนกลับ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ยันปมผลหารือปธ.ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นแค่ความเห็นตุลาการ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย จี้ ‘หัวหน้าพรรคประชาชน’ ทำหน้าที่กัปตันเรือรับผิดชอบความหวังประชาชน เตือนดึงดันแก้มาตรา 256 สุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัย-เสี่ยงถูกร้องผิดจริยธรรม ชี้หากยื้อรอร่างภาคประชาชน ส่อแววได้รัฐธรรมนูญใหม่ลากยาวเกินปี 2572 แน่นอน
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.69 เวลา 11.00 น.ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงตอบโต้กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุถึงแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยอ้างผลหารือระหว่างตัวแทนกรรมาธิการของสภากับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า สามารถเปิดคูหาให้ประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้ 100% ยืนยันว่า สิ่งที่ตนเองเคยให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นการบิดเบือน เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นเพียง “ความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” เท่านั้น ไม่ใช่ “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” ที่จะมีผลผูกพันกับทุกองค์กรตามกฎหมาย ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของสมาชิกรัฐสภาที่เดินนำประชาชนไปทางใดจะต้องมีความรับผิดชอบ หากก้าวพลาดจะมีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง
นายนิกร กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ เวลา 11.00 น. ฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยจะมีการหารือร่วมกันว่าจะปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยยื่นไปแล้วหรือไม่ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าพรรคจะยังคงยืนยันตามเนื้อหาเดิม เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและประชาชนคาดหวังได้จริง
”ผมมองว่าหัวหน้าพรรคประชาชนมีปัญหาเสมอ ทั้งเรื่องการทำเอ็มโอยู (MOU) และการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในรอบที่แล้ว ซึ่งกระบวนการเกือบจะแล้วเสร็จ แต่กลับบอกเองว่าไม่ยอมรับจนทำให้ร่างถูกคว่ำไป กลายเป็นการตัดความหวังของประชาชน การเป็นผู้นำฝ่ายค้านเปรียบเสมือนกัปตันเรือลำใหญ่ ต้องระวังไม่ให้เรือที่บรรทุกความหวังของประชาชนต้องล่มลงอีก และต้องระวังลูกเรือตัวเองด้วย เพราะการบอกว่าเลือกตั้ง ส.ส.ร. ได้ 100% นั้น ยังสุ่มเสี่ยงขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หากทำไปแล้วถูกร้องเรียนเรื่องจริยธรรม ใครจะรับผิดชอบไหว” นายนิกร กล่าว
เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่รัฐสภาอาจชะลอการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระแรก (เดิมกำหนดไว้สัปดาห์แรกของเดือน ก.ค.) เพื่อรอร่างฉบับภาคประชาชนที่กำลังรวบรวมรายชื่อ นายนิกร ระบุว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการหารือของวิปรัฐสภา แต่ในมุมมองส่วนตัวมองว่า หากต้องรอจะยิ่งทำให้กระบวนการได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน
เนื่องจากกระบวนการของภาคประชาชนเมื่อยื่นต่อรัฐสภาแล้ว จะต้องใช้เวลาตรวจสอบรายชื่ออีก 30 วัน และต้องนำไปเปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 อีกประมาณ 45 วัน ส่งผลให้ร่างดังกล่าวจะไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมนี้ได้ และต้องยกยอดไปสมัยประชุมหน้า
”หากจะเลือกแนวทางรอ ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช้าไปอีก และเวลาจากเดิมที่คำนวณไว้ว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ในปลายปี 2572 ก็ต้องขยับออกไป และยังต้องใช้เวลาทำกฎหมายลูกอีก 8 เดือน ถึงเวลานั้นโยนความผิดให้รัฐบาลไม่ได้ เพราะไม่แฟร์ เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ควรนำมาเล่นการเมืองเพื่อเอาชนะกัน ประชาชนที่ออกเสียงประชามติมาถึง 21 ล้านเสียง คาดหวังจะเห็นความสำเร็จ ไม่ใช่ทำเพื่อแค่ต้องการแสดงออกว่าได้ทำ” นายนิกร ย้ำ
เมื่อถามว่า ความเห็นแย้งในครั้งนี้จะนำไปสู่การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกหรือไม่ นายนิกร ยืนยันว่า มีแน่นอน และรอบนี้อาจรุนแรงถึงขั้นมีการยื่นตรวจสอบเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรมด้วย ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงขอเลือกยืนบนหลักนิติรัฐและเดินหน้าในสิ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย เพื่อนำพาเรือลำนี้ไปสู่เป้าหมายอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เดินหน้าชนกำแพงจนเรือล่ม หรือเอาขาไปขัดขาคนอื่นตามความเชื่อของตนเอง จากนี้หากเห็นไม่ตรงกันก็คงต้อง “ทางใครทางมัน” และไปสู้กันด้วยมติในที่ประชุมรัฐสภา




















