“เทพไท”ชี้กระแสข่าวรอยร้าวระหว่าง “อนุทิน-เนวิน” ยังไม่น่าจะลุกลามถึงขั้นแตกหัก แม้จะมีความเห็นต่างในบางประเด็น พร้อมชี้ว่า ปัญหาที่ดินเขากระโดง อาจเป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองในอนาคต
เมื่อวันที่ 1 ก.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองและอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นเรื่อง “จุดแตกหัก ระหว่างเนวิน-อนุทิน” มีรายละเอียดว่า…“หลังจากมีกระแสข่าวแพร่สะพัดเกี่ยวกับความขัดแย้ง ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย ว่ามีความเห็นต่าง และเกิดรอยร้าวระหว่างผู้นำของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 2 คน จนมีข่าวพาดหัว เรื่องรอยร้าวของ 2 น. และมีการวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งระหว่าง 2 น.มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล จนมีสื่อมวลชนได้สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกระแสข่าว เรื่องความขัดแย้งของ 2 น.ต่อแกนนำของพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อย 3 คน เช่น
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ทั้ง 2 น.ไม่มีความขัดแย้งกัน แต่อาจจะมีความเห็นต่างกันบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติทางการเมือง และเมื่อสอบถามกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้รับคำตอบว่า ทั้ง 2 น.ไม่มีความขัดแย้งกัน และความขัดแย้งระหว่าง 2 น.กับ 1 พ. ในพรรคภูมิใจไทยนั้น ไม่มี นายกฯยังเป็นเบอร์ 1 ในการบริหารประเทศ และอีก 1 น.ให้คำปรึกษาเหมือนกับผู้นำทุกประเทศ ที่จะต้องมีที่ปรึกษา บางเรื่องอาจจะมีการละเลยไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี บอกว่า 2 น.ทะเลาะกันจริง แต่เป็น น.นก กับ น.เน ส่วน น.หนู กับ น.เนวินไม่มีปัญหา ทั้งคู่ยังรัก สนิทกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา จะแตกแยกกันไม่ได้
ถ้าดูจากคำตอบของแกนนำพรรคภูมิใจไทยทั้ง 3 คน ต่างก็ยืนยันว่า 2 น.ไม่มีความขัดแย้งกัน แต่อาจจะมีความเห็นต่างบ้าง ทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ
ผมในฐานะนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ได้ติดตามกระแสข่าวนี้มาตั้งแต่ต้น และเชื่อว่าความขัดแย้งระหว่าง 2 น. คือนายอนุทินกับนายเนวิน จะไม่มีความขัดแย้งถึงขั้นแตกหัก ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก ถ้าดูความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คน นายเนวินเองก็เป็นผู้สนับสนุน ผลักดันให้นายอนุทินก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การขัดแย้งแตกหักถึงขั้นทะเลาะกัน เป็นไปได้ยากมาก แต่อาจจะมีความไม่พอใจในบางเรื่อง ที่ทำให้นายเนวินไม่ได้ดั่งใจ ตามที่ตัวเองต้องการ เพราะสถานะของนายอนุทินในวันนี้คือ นายกรัฐมนตรีผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ย่อมมีความเป็นตัวของตัวเองสูง และสามารถใช้อำนาจความเป็นนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ จึงไม่อยากจะให้นายเนวินมาแทรกแซงการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนมีอำนาจ ต่างกับในวันที่ไม่มีอำนาจ อาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อมีอำนาจเต็มมือก็เป็นธรรมดา ที่อยากจะใช้อำอำนาจตัวเองอย่างเต็มที่
ถ้าดูความขัดแย้ง หรือความเห็นต่าง ความไม่ลงรอย หรือความบาดหมางใจกัน ระหว่าง 2 น. ก็น่าจะเห็นจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ที่มีการใช้อำนาจซ้อนอำนาจ ระหว่างอำนาจของนายอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับอำนาจของนายเนวิน ผู้อยู่เบื้องหลัง เห็นได้จากการจัดวางบุคลากรที่เข้าดำรงตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย การให้รัฐมนตรีลูกเทพ 3 คน เป็น มท.2 มท.3 และ มท.4 ซึ่งถือว่าเป็นละอ่อนทางการเมือง หรือว่าเป็น “ลูกเจี๊ยบทางการเมือง” ไม่สามารถบริหารกระทรวงมหาดไทย หรือสั่งการกับผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ที่เป็นข้าราชการระดับ 10 ซึ่งมีความแข็งแกร่งและมีความแข็งกร้าว หรือจะเรียกว่ามีความเขี้ยวทางราชการสูง ก็ว่าได้

และการให้นายชัยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เหมือนกับตัวแทนของนายเนวิน ที่เข้ามาบริหารกระทรวงมหาดไทยโดยตรง ในวันที่นายอนุทินเจ้ากระทรวงต้องควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย รวมไปถึงความขัดแย้งในสายข้าราชการ ทั้งสายตรงของนายอนุทิน และสายตรงของนายเนวิน ก็เห็นได้ชัดว่า มีประเด็นความขัดแย้งเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่การปราบมาเฟียจังหวัดภูเก็ต การโยกย้ายข้าราชการในจังหวัดภูเก็ต รวมถึงเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระแสการโยกย้ายแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องการจะใช้คนในสายของตัวเองมาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ต้องจับตาดูกันว่าในเดือนกันยายน ที่มีการโยกย้ายประจำปี จะมีการจัดสรรตำแหน่ง หรือวางตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยอย่างไร
แต่ปัจจัยชี้ขาดความขัดแย้ง ระหว่างนายอนุทินกับนายเนวิน น่าจะอยู่ที่ “ปัญหาที่ดินเขากระโดง” ซึ่งกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามคำพิพากษาศาลฎีกา และการที่มีกระแสสังคมกดดันจะเอาที่ดินเขากระโดงคืน เพราะเป็นที่ดินของการรถไฟ ที่ได้รับพระราชทานมาจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมยอมไม่ได้ และต้องการที่จะเอากลับคืนมาเป็นสมบัติของการรถไฟฯ ตามเจตนารมณ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5
ซึ่งเรื่องนี้อาจจะทำให้นายอนุทิน ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อาจจะไปกระทบต่อความรู้สึกของนายเนวิน ที่กำลังต่อสู้เรื่องที่ดินเขากระโดง และมีการยื้อกันตามแนวทางการต่อสู้ทางกฎหมาย ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องเดียว จะเป็นการวัดใจว่านายอนุทินและนายเนวิน จะมีความเห็นต่างในเรื่องนี้อย่างไร”




















