“อนุทิน” เผยปลัดมหาดไทยลงนามตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผู้เกี่ยวข้องปมทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นแล้ว พร้อมเดินหน้าสอบคู่ขนานทุกหน่วยงาน ย้ำข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ลั่นรัฐบาลหนุนเต็มที่ ไม่มีการช่วยเหลือหรือแทรกแซง
เมื่อเวลา 16.29 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า การตรวจสอบครั้งนี้มีการตั้งคณะกรรมการในทุกระดับ โดยในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกัน ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานว่ามีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว ขณะที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ก็ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการในส่วนของแต่ละหน่วยงานเช่นกัน
“มันตลกดีนะ ความผิดยังต้องแยกย่อย เพราะแต่ละความผิดก็มีแต่ละหน่วยงานรับผิดชอบในการสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ก็ดี เพราะทุกหน่วยงานทำตามอำนาจหน้าที่ของตัวเองคู่ขนานกันไป สุดท้ายข้อมูลทั้งหมดจะมาบรรจบที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ทำให้ข้อมูลแน่นขึ้น และสร้างความมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือ ซูเอี๋ยกันอย่างแน่นอน” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารายชื่อผู้ถูกตรวจสอบของแต่ละหน่วยงานซ้ำกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูล “ตีตราลับมาก” จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันว่าได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเด็ดขาด รวดเร็ว และโปร่งใส
ส่วนกรณีที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รายงานว่า ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเรียบร้อยแล้วในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน
นายกรัฐมนตรีอธิบายว่า คณะกรรมการของนายปกรณ์ทำหน้าที่ในนามสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินคดีโดยตรง แต่มีหน้าที่กำกับ ติดตาม และรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรอบด้าน เนื่องจากเป็นคดีที่สร้างความสนใจต่อสังคมอย่างมาก โดยมีหัวหน้าหน่วยงานสำคัญร่วมเป็นกรรมการ อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการ ป.ป.ท. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุด
สำหรับมาตรการทางวินัย นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยบางรายได้ถูกเรียกมาช่วยราชการเพื่อให้พ้นจากตำแหน่งเดิมแล้ว หากหลักฐานชัดเจนก็สามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนประเด็นที่ยังต้องสอบสวนเพิ่มเติมก็จะดำเนินการควบคู่กันไป
“ทุกหน่วยงานกำลังทำงานคู่ขนานกันไป โดยธรรมชาติก็มีการแข่งขันกันเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หากหน่วยงานใดทำได้เร็วกว่าก็เป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานอื่นเร่งดำเนินการเช่นกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า คดีลักษณะนี้ต้องยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ เพราะมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการจ่ายสินบน การให้ผลประโยชน์ และการเปลี่ยนแปลงผลคะแนนสอบ ซึ่งล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินคดีอาญา พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยไม่ให้มีการแทรกแซงหรือเลือกปฏิบัติ
ทั้งนี้ กรอบเวลาของคณะกรรมการชุดใหญ่กำหนดให้สรุปผลการตรวจสอบภายใน 30 วัน ส่วนคณะกรรมการในแต่ละหน่วยงานจะดำเนินการตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี แต่ยืนยันว่าจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและรัฐบาลต้องตอบข้อสงสัยของสังคมให้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้าราชการทั้ง 5 รายที่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนวินัยร้ายแรง จะถูกสั่งให้ขาดจากตำแหน่งเดิม โดยยังคงสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้แก่ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดี, นายพิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี, น.ส.บุรณี แพรโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น และนาย ป. ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ.




















