นายกรัฐมนตรีขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้วิกฤติพลังงานไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ชี้ช่วยให้รัฐบาลเดินหน้าบริหารจัดการเงินได้อย่างมั่นใจ ยืนยันทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน พร้อมใช้โอกาสปรับโครงสร้างพลังงาน ลดภาระค่าไฟ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจประเทศ
เมื่อเวลา 17.15 น. วันที่ 9 ก.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ว่า
ขอขอบพระคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกท่าน ที่ให้ความกรุณาเร่งวินิจฉัย พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลมีความมั่นใจในการดำเนินการ โดยจะนำเงินที่กู้มาใช้ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด และเกิดประโยชน์กับประชาชน
เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้นหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลทำงานด้วยความสบายใจและความบริสุทธิ์ใจ โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก พร้อมย้ำว่า รัฐบาลติดตามการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างใกล้ชิด
“ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เงินกู้ไม่ใช่เงินงบประมาณ ดังนั้นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำมาก โดยกระทรวงการคลังสามารถเจรจาให้อัตราดอกเบี้ยลดลงเหลือร้อยละ 1.2 ทำให้ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเปิดโอกาสให้นำเงินดังกล่าวไปสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านการหมุนเวียนของเงินหลายรอบ หรือ Multiply Effect
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ รัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีในรูปแบบต่าง ๆ กลับคืนมาได้ ขณะเดียวกัน เมื่อภาระดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความสามารถในการจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับภาระดังกล่าว
ทั้งนี้ แผนการใช้จ่ายภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว จะครอบคลุมการปรับโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศ เพื่อช่วยลดต้นทุนและภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน โดยรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ผลักดันให้เกิดประโยชน์ในทุกมิติ ทั้งต่อภาครัฐ ประชาชน และประเทศชาติ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น.




















