สถาบันพระปกเกล้าเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 30 พบประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มากที่สุดในช่วง 3 เดือนแรกของรัฐบาล ขณะเดียวกันกว่า 56% ต้องการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ หากเดินหน้าโครงการต่อ ส่วนปัญหาค่าครองชีพยังเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุด รองลงมาคือการปราบปรามทุจริตและยาเสพติด
เมื่อวันที่ 24 ก.ค.สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 30 เรื่อง “เสียงประชาชนต่อไทยช่วยไทย พลัส และโจทย์ค่าครองชีพในระยะต่อไป” ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 10-13 ก.ค. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมุ่งสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนด้วยความเป็นกลาง เป็นจริง และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ
ผลสำรวจพบว่า ประชาชนมีมุมมองต่อโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยเมื่อถามถึงอุปสรรคสำคัญของการเข้าร่วมโครงการ พบว่า 19.7% ระบุว่า ไม่มีอุปสรรคสำคัญ มากที่สุด ใกล้เคียงกับ 19.1% ที่เห็นว่าการต้องใช้แอปพลิเคชันทำให้ประชาชนบางกลุ่มเข้าถึงสิทธิได้ยาก
รองลงมา 14.6% เห็นว่าเงื่อนไขการใช้สิทธิยังมีข้อจำกัดมากเกินไป 14.2% ระบุว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยังไม่ครอบคลุมหรือไม่สะดวกต่อการใช้จ่าย 12.3% มองว่าขั้นตอนการลงทะเบียนหรือยืนยันตัวตนมีความยุ่งยาก ขณะที่ 9.7% กังวลเรื่องการจัดเก็บภาษีย้อนหลังของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 5.5% พบปัญหาในขั้นตอนการชำระเงิน 3.3% กังวลเรื่องความโปร่งใสของการใช้สิทธิ และ 1.6% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น
เมื่อพิจารณารายภูมิภาค พบว่า ประชาชนในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก ส่วนใหญ่เห็นว่าโครงการไม่มีอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครและภาคกลางมองว่าปัญหาหลักคือขั้นตอนการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ความสำคัญกับการเข้าถึงผ่านแอปพลิเคชันและจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการซึ่งยังไม่เพียงพอ
ผลสำรวจยังสะท้อนว่า หากรวมปัญหาด้านการเข้าถึงและการใช้งาน ทั้งการใช้แอปพลิเคชัน ความครอบคลุมของร้านค้า ขั้นตอนลงทะเบียน และการชำระเงิน จะมีสัดส่วนรวมกันถึง 51.4% แสดงให้เห็นว่าความสะดวกในการใช้สิทธิตลอดทั้งกระบวนการยังเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งปรับปรุง
สำหรับข้อเสนอในการพัฒนาโครงการ หากรัฐบาลจะดำเนินมาตรการลักษณะเดียวกันต่อไป พบว่า 56.1% ต้องการให้ เพิ่มวงเงินช่วยเหลือต่อเดือน มากที่สุด รองลงมา 12.9% ต้องการขยายจำนวนผู้ได้รับสิทธิ 7.3% อยากให้ปรับปรุงระบบลงทะเบียนและการใช้งานให้ง่ายขึ้น 5.3% เสนอให้เพิ่มประเภทร้านค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ และ 5.1% เห็นว่าควรกำหนดสิทธิให้เฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ได้รับความเดือดร้อนจริง ขณะที่มีเพียง 1.6% ที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการในลักษณะดังกล่าวต่อไป
ด้านความนิยมของนโยบายรัฐบาลในช่วง 3 เดือนแรก พบว่า 71.6% ระบุว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นโครงการที่ชื่นชอบมากที่สุด รองลงมา 12.4% คือมาตรการลดค่าพลังงาน ลดค่าไฟฟ้า และควบคุมราคาน้ำมัน 4.8% ชื่นชอบมาตรการช่วยเหลือราคาสินค้าเกษตร 4.3% พึงพอใจการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และ 6.9% ระบุเป็นโครงการอื่น
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในช่วง 3 เดือนข้างหน้า พบว่า 58.6% ต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพมากที่สุด รองลงมา 16.5% ต้องการให้ปราบปรามการทุจริตและคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 8.2% ต้องการแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม 6% ต้องการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน 4.3% ต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานขนาดใหญ่ และ 6.4% ระบุประเด็นอื่น
สถาบันพระปกเกล้าระบุในบทสรุปของผลสำรวจว่า แม้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะได้รับความนิยมสูงและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถลดความกังวลด้านค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทั้งหมด ดังนั้น หากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการต่อ ควรพิจารณาทั้งการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ ขยายความครอบคลุมของผู้ได้รับสิทธิ ปรับปรุงระบบให้เข้าถึงง่าย ลดอุปสรรคในการใช้สิทธิในแต่ละพื้นที่ และดำเนินควบคู่ไปกับมาตรการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพในภาพรวม เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน



















