“เทพไท” ตั้งคำถามเหตุผล กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องกลุ่มนักการเมือง 21 คน ในคดีฮั้วเลือก ส.ว. ชี้การพิจารณาพยานหลักฐานเข้มข้นเสมือนทำหน้าที่ศาล ทั้งที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดเพียงมีเหตุอันควรเชื่อได้ก็สามารถดำเนินคดีต่อได้ พร้อมระบุผิดหวัง หลังใช้เวลาสอบสวนมานานกว่า 2 ปี
เมื่อวันที่ 15 ก.ย.นายเทพไท เสนพงศ์ แสดงความคิดเห็นภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 คน โดยมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาจำนวน 77 คน ขณะที่กลุ่มนักการเมือง ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวม 21 คน กกต.มีมติเสียงข้างมากไม่ส่งฟ้อง
นายเทพไท ระบุว่า รู้สึกผิดหวังต่อมติดังกล่าว โดยเฉพาะเหตุผลที่ กกต.นำมาใช้ประกอบการพิจารณา ซึ่งมีทั้งประเด็นความน่าเชื่อถือของพยานหลัก เส้นทางการเงิน หลักฐานการสื่อสาร ตลอดจนการพบปะระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง
กรณีพยานสำคัญ นายเทพไทตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ให้น้ำหนักกับการเปลี่ยนแปลงคำให้การของพยานรหัส 16/26 รวมถึงพยานรหัส 21/26 และ 22/26 โดยเห็นว่าคำให้การบางส่วนไม่สอดคล้องกัน และพยานรหัส 16 เคยเป็นอดีต ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ก่อนย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวทั้งสองพรรคมีความขัดแย้งกัน
นายเทพไทเห็นว่า ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองไม่ควรถูกนำมาใช้ตัดความน่าเชื่อถือของพยานทั้งหมดโดยอัตโนมัติ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบเพิ่มเติมถึงเหตุจูงใจในการเปลี่ยนคำให้การว่า มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือมีการโน้มน้าวใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่
ส่วนประเด็นเส้นทางการเงิน นายเทพไทระบุว่า แม้ กกต.จะอ้างว่าไม่พบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงการว่าจ้างหรือการฮั้วเลือก ส.ว. แต่ยังมีข้อกล่าวอ้างถึงการใช้ตัวแทนหรือบุคคลใกล้ชิดในการดำเนินการ จึงเห็นว่าควรพิจารณาพยานแวดล้อมประกอบกันทั้งหมด
ขณะที่หลักฐานการสื่อสาร แม้จะพบประวัติการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างบุคคล แต่ กกต.เห็นว่าเพียงข้อมูลการโทรไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการพูดคุยเรื่องใด นายเทพไทจึงตั้งข้อสังเกตว่า หากบุคคลที่ไม่เคยติดต่อกันมาก่อนกลับมีการติดต่อกันอย่างถี่ผิดปกติในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ส.ว. ก็ควรนำมาเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยและตรวจสอบต่อไป
นอกจากนี้ นายเทพไทยังกล่าวถึงกรณีการพบปะกันที่โรงแรมพูลแมน โดยเห็นว่า แม้ในสำนวนจะยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าการพบกันดังกล่าวมีการทำข้อตกลงที่ผิดกฎหมาย แต่พฤติกรรมและช่วงเวลาที่เกิดขึ้นควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน
สำหรับข้อสงสัยเรื่องพยานบางรายเพิ่งเข้ามาให้ข้อมูลภายหลังการเลือกตั้งผ่านไปเป็นเวลานาน นายเทพไทมองว่า อาจมีเหตุผลหลายประการที่ทำให้พยานยังไม่พร้อมเปิดเผยข้อมูลในช่วงแรก เช่น ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือความไม่มั่นใจต่อกระบวนการตรวจสอบ ก่อนจะตัดสินใจให้ข้อมูลเมื่อเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง
นายเทพไทจึงสรุปว่า เหตุผลของ กกต.ในการมีมติไม่ส่งฟ้องกลุ่มนักการเมืองทั้ง 21 คน ทำให้เกิดคำถามว่า กกต.กำลังพิจารณาคดีในลักษณะเสมือนศาลชั้นต้นหรือไม่ ทั้งที่ในมุมมองของเขา กฎหมายเลือกตั้งมีหลักเกณฑ์แตกต่างจากคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย
ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวเป็นการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์มติของ กกต. ขณะที่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้วเลือก ส.ว. และความรับผิดของบุคคลใด ยังคงต้องเป็นไปตามกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานและศาลที่มีอำนาจตามกฎหมาย
นายเทพไททิ้งท้ายว่า การใช้เวลาตรวจสอบคดีดังกล่าวมานานกว่า 2 ปี ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดความคาดหวังต่อผลการดำเนินการ และมติดังกล่าวจึงสร้างความผิดหวังแก่ประชาชนที่ติดตามคดีนี้มาโดยตลอด



















