“ภราดร” แจงระเบียบประธานสภาฯ กำหนดให้ กมธ. 35 คณะมีมติก่อนเชิญบุคคลชี้แจง เป็นเพียงแนวทางตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ย้ำอำนาจพิจารณาอยู่ที่คณะกรรมาธิการ ไม่ใช่ประธานเพียงคนเดียว พร้อมตั้งคำถามกลับฝ่ายวิจารณ์ หลังมีมติเชิญนายกฯ ชี้แจงต่อ กมธ. แต่ยังไม่ชัดใช้อำนาจใดหากต้องการให้ไปชี้แจงในห้องประชุมสภาฯ
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อถกเถียงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบกำหนดให้ประธานกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมก่อนเชิญบุคคลเข้าชี้แจง จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการขยายอำนาจครอบคลุมฝ่ายนิติบัญญัติว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการวางแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การสร้างอำนาจใหม่
นายภราดรอธิบายว่า ตามข้อบังคับการประชุม กรรมาธิการมีอำนาจเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลหรือชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ แต่ไม่ได้กำหนดให้ประธานกรรมาธิการเป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าวได้โดยลำพัง ดังนั้น การกำหนดให้ต้องผ่านมติที่ประชุมจึงเป็นการยืนยันหลักการทำงานร่วมกันของกรรมาธิการ
ส่วนกรณีที่ประธานมีอำนาจกำหนดระเบียบวาระนั้น นายภราดรยอมรับว่าเป็นอำนาจของประธาน แต่การจัดวาระต้องอยู่ภายใต้ความเห็นชอบของที่ประชุม เช่นเดียวกับการบรรจุวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานสภาฯ จะหารือกับวิปทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อตกลงก่อน ขณะที่การหยิบเรื่องใดขึ้นมาพิจารณาเป็นอำนาจของที่ประชุม ไม่ใช่ประธานจะกำหนดได้ตามลำพัง
เขาย้ำว่า หนังสือที่ประธานสภาฯ แจ้งแนวทางดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจเพิ่มเติมแก่เลขาธิการสภาฯ หรือกำหนดเงื่อนไขที่อยู่นอกเหนือข้อบังคับและรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
เมื่อถูกถามถึงเสียงวิจารณ์เรื่อง “ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ” นายภราดรยืนยันว่าไม่มีระบอบสีน้ำเงิน มีเพียงพรรคการเมืองที่ใช้สีเป็นสัญลักษณ์ พร้อมมองว่าคำกล่าวหาดังกล่าวเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกนำมาใช้ในช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ โดยเปรียบเป็นการโหมโรงก่อนการแสดงทางการเมืองในสภา
สำหรับกรณีคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียก นายภราดรระบุว่า การเชิญบุคคลใดเป็นสิทธิของกรรมาธิการ หากเป็นมติร่วมกันก็สามารถดำเนินการได้ โดยต้องเป็นการชี้แจงภายในห้องประชุมกรรมาธิการ
อย่างไรก็ตาม หากต้องการเชิญนายกรัฐมนตรีไปชี้แจงในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ยังต้องพิจารณาว่าจะอาศัยอำนาจตามข้อบังคับหรือกฎหมายใด เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีแนวทางดังกล่าว และข้อบังคับไม่ได้ระบุเรื่องนี้ไว้
นายภราดรยังตั้งข้อสังเกตถึงฝ่ายที่วิจารณ์รัฐบาลว่าใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการ โดยย้อนถามว่า การทำงานในชั้นกรรมาธิการที่ไม่รับฟังความเห็นของผู้อื่นนั้น เข้าข่ายการใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงเสียงส่วนรวมหรือไม่ พร้อมระบุว่า วิธีพิจารณาว่าใครมีแนวโน้มใช้อำนาจแบบเผด็จการ คือดูว่าเมื่อได้รับอำนาจแล้วเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ



















