“จุลพันธ์” ไฟเขียวต่อใบอนุญาตแรงงานถึงปี 72 ผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติกว่า 8 แสนคนอยู่ไทยต่อ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

รมว.แรงงานเผยผลประชุม คบต. เห็นชอบขยายเวลาทำงานให้แรงงานที่ใบอนุญาตสิ้นสุดช่วง ก.พ.-มี.ค. 2570 ต่อเนื่องถึง 13 ก.พ. 2572 พร้อมผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติที่สถานะไม่ถูกต้องกว่า 8 แสนคน ให้อยู่และทำงานในไทยได้อีก 1 ปี เตรียมเปิดทางนำเข้าแรงงานศรีลังกา และขยายโอกาสให้ผู้หนีภัยสงครามเมียนมาทำงานอย่างถูกกฎหมาย

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการดูแลแรงงานต่างด้าวหลายด้าน เพื่อให้ภาคธุรกิจมีแรงงานเพียงพอและไม่เกิดปัญหาการจ้างงานสะดุด

มาตรการสำคัญคือการขยายระยะเวลาทำงานให้แรงงานที่ใบอนุญาตจะหมดอายุในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. 2570 สามารถทำงานต่อไปได้จนถึงวันที่ 13 ก.พ. 2572 นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงาน 3 สัญชาติ ซึ่งมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายจำนวนกว่า 8 แสนคน สามารถพำนักและทำงานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวได้อีก 1 ปี เพื่อให้เข้าสู่ระบบการจ้างงานและช่วยให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง

นายจุลพันธ์ระบุว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางเพิ่มช่องทางจัดหาแรงงานจากประเทศศรีลังกา ตามกรอบความร่วมมือ MOU ที่ไทยเคยลงนามไว้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ขณะที่ความร่วมมือกับเมียนมาและลาวจะมีการหารือเรื่อง MOU เพื่อปรับขั้นตอนการเดินทางกลับประเทศต้นทาง โดยแรงงานยังต้องเดินทางกลับไป แต่สามารถกลับเข้ามาทำงานในไทยได้ทันทีหลังผ่านขั้นตอนที่กำหนด ไม่ต้องหยุดงานเป็นเวลานาน

อีกมาตรการหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยสงครามจากเมียนมาทำงานได้อย่างถูกต้อง โดยผ่อนผันให้ทำงานภายในอำเภอที่มีพื้นที่พักพิงชั่วคราวตั้งอยู่ โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน พร้อมขยายระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตจากเดิม 1 ปี เป็น 2 ปี เพื่อลดภาระการดูแลของภาครัฐและเปิดโอกาสให้กลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ส่วนกิจกรรมระยะสั้นของชาวต่างชาติในประเทศไทย เช่น การประชุม การบรรยาย การสัมมนา การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการแข่งขันกีฬา กระทรวงแรงงานเสนอให้พิจารณายกเว้นขั้นตอนการขออนุญาตทำงาน โดยจะหารือรายละเอียดด้านกฎหมายในการประชุมครั้งต่อไป

สำหรับปัญหาศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล หรือศูนย์ CI ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันตัวตนแรงงานจากประเทศต้นทาง นายจุลพันธ์กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้หารือกับเอกอัครราชทูตเมียนมาแล้ว 2 ครั้ง และเตรียมส่งหนังสืออย่างเป็นทางการผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเมียนมา เพื่อคัดค้านเงื่อนไขที่กำหนดให้แรงงานต้องส่งเงินรายได้ 25% กลับไปให้ครอบครัว พร้อมเรียกตรวจสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6 เดือนก่อนออกเอกสาร CI

กระทรวงแรงงานเห็นว่าเงื่อนไขดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักการและสิทธิของบุคคลในการทำงานต่างประเทศ จึงต้องการให้ฝ่ายเมียนมาปรับกระบวนการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ส่วนข้อเสนอให้ยกเลิกระบบ CI แล้วเปลี่ยนมาใช้บัตรประจำตัวสีชมพู นายจุลพันธ์ระบุว่า ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากการรับรองตัวตนต้องอาศัยข้อมูลจากประเทศต้นทาง ทั้งทะเบียนราษฎร บัตรประชาชน และข้อมูลชีวมิติ หากประเทศไทยเป็นผู้รับรองเพียงฝ่ายเดียว อาจเกิดปัญหาการสวมสิทธิและทำให้การตรวจสอบบุคคลทำได้ยากขึ้น จึงยังจำเป็นต้องคงระบบ CI ไว้ พร้อมเจรจาให้เมียนมาปรับเงื่อนไขการดำเนินงาน

นายจุลพันธ์กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาว่า รัฐบาลมีกลไกให้ความช่วยเหลือแรงงานที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วในบางกรณี โดยสามารถต่ออายุการทำงานผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ เป้าหมายของกระทรวงแรงงานคือการนำแรงงานต่างชาติทุกสัญชาติเข้าสู่ระบบทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบตัวบุคคลและที่พักอาศัย รวมถึงกำกับดูแลให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทยได้

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img