‘ศุภชัย’โต้‘โรม’มติกมธ.กฎหมาย15คน ย้ำเกินกึ่งหนึ่งคือใช้8เสียงไม่ใช่7เสียง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ศุภชัย ใจสมุทร” รองประธาน กมธ.กฎหมายฯ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ตอบโต้ “รังสิมันต์ โรม” ปมข้อโต้แย้งความถูกต้องของมติกรรมาธิการ ยืนยันมีกรรมาธิการ 15 คน ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งอย่างน้อย 8 เสียง ตั้งคำถามประธาน กมธ. ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมหรือมุ่งหวังผลทางการเมือง พร้อมย้ำคณะกรรมาธิการไม่ใช่เวทีหาเสียงของพรรคใด

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธาน กมธ.การกฎหมายฯ กรณีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความถูกต้องของมติกรรมาธิการ โดยตั้งคำถามถึงจำนวนเสียงที่ใช้ในการลงมติ รวมถึงกระบวนการดำเนินงานของประธานกรรมาธิการ พร้อมวิจารณ์ว่าอาจเป็นการใช้กลไกของสภาเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

นายศุภชัยระบุว่า ขอบคุณนายรังสิมันต์ที่ออกมายืนยันจุดยืนของตนเองให้ประชาชนเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการยืนยันว่าการลงมติของคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ เป็นไปอย่างถูกต้อง ทั้งที่ข้อเท็จจริงหลายประการที่ตนเคยแถลงไปกลับถูกนำเสนอแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

พร้อมตั้งคำถามว่า เป้าหมายของนายรังสิมันต์ในฐานะประธานกรรมาธิการ คือการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย หรือมุ่งใช้คณะกรรมาธิการเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม

สำหรับประเด็นความถูกต้องของการลงมติ นายศุภชัยยืนยันว่า คณะกรรมาธิการมีจำนวน 15 คน ไม่ใช่ 14 คน ตามที่นายรังสิมันต์กล่าวอ้าง หากข้อบังคับกำหนดให้ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมาธิการทั้งหมด ก็จำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 8 เสียง ไม่ใช่ 7 เสียง

ทั้งนี้ แม้จะนับตามจำนวน 14 คน ตามที่นายรังสิมันต์กล่าวอ้าง การลงมติด้วยเสียง 7 เสียงก็ยังถือเป็นเพียงกึ่งหนึ่ง ไม่ใช่เสียงเกินกึ่งหนึ่งตามข้อบังคับ นอกจากนี้ ฝ่ายเลขานุการกรรมาธิการยังได้ทักท้วงถึงความถูกต้องของกระบวนการและการลงมติแล้ว แต่ประธานกรรมาธิการยังคงยืนยันให้ดำเนินการต่อไป

นายศุภชัยจึงตั้งคำถามว่า หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ การใช้อำนาจของประธานกรรมาธิการถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและเคารพข้อบังคับ หรือเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อให้ได้มติในแบบที่ตนเองต้องการ พร้อมระบุว่า

“ข้อบังคับก็คือข้อบังคับ ไม่ใช่สิ่งที่จะตีความเอาตามอำเภอใจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางการเมืองที่ตนเองต้องการ”

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” นายศุภชัยมองว่าเป็นการสะท้อนการแบ่งแยกทางการเมืองด้วยสี พร้อมตั้งข้อสังเกตกลับว่า นายรังสิมันต์กำลังพยายามเปลี่ยนคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ให้กลายเป็นเครื่องมือของ “ระบอบสีส้ม” เพื่อสร้างกระแสและคะแนนนิยมในหมู่ผู้สนับสนุนของตนเองหรือไม่

นายศุภชัยยังย้ำว่า คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของนายรังสิมันต์ โรม และไม่ใช่เวทีหาเสียงของพรรคการเมืองใด

พร้อมระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันนิติบัญญัติที่มีหน้าที่ตรากฎหมาย ดังนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสภาจึงต้องเคารพกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการด้านกฎหมาย ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายของบุคคลอื่น ยิ่งต้องเริ่มต้นจากการเคารพกฎหมายเสียก่อน

นายศุภชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ควรนำคำว่า “ตรวจสอบ” มาเป็นข้ออ้างในการใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือยกวาทกรรมทางการเมืองให้อยู่เหนือข้อบังคับของสภา เพราะสภาผู้แทนราษฎรต้องดำเนินงานภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่อารมณ์ ความเกลียดชัง หรือสีเสื้อทางการเมืองของประธานกรรมาธิการคนใดคนหนึ่ง

ก่อนทิ้งท้ายถึงนายรังสิมันต์ว่า “ผมเริ่มเห็นอย่างชัดเจนถึงอนาคตอันริบหรี่ของนายรังสิมันต์ โรม น่าเวทนาและน่าเสียดายแทน”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img