สศช. เผยเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.2 – 2.2% ชู 5 ปัจจัยเสี่ยงที่ไทยควรรับมือ ทั้งส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกหดตัว -เงินบาทแข็ง-ท่องเที่ยวแผ่ว
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.2 – 2.2% หรือค่ากลางอยู่ที่ 1.7% ซึ่งมีปัจจัยที่ไทยต้องรับมือ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3.1 – 3.2% หลังจากทั่วโลกมีปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ เกิดขึ้น ส่วนปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากผลกระทบของ สงครามการค้าที่ยังไม่จบ และอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในปีนี้จะชะลอตัวลงจากปี 68
2.สถานการณ์ค่าเงินบาทของไทย ที่แข็งค่าเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค จะลากยาวไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 69 ซึ่งสาเหตุที่ ธปท.และกระทรวงการคลังพบว่ามาจาก ปริมาณการซื้อขายทองคำจำนวนมากทำให้มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรในทองคำที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
แม้ว่าเงินบาทแข็งค่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก รายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทลดลง รวมทั้งกระทบกับภาคการท่องเที่ยว คาดว่าปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย 35 ล้านคน ในระยะต่อไปหนีไม่พ้นที่ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น
3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในเวทีโลก ปัจจุบันสงครามในยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดแย้งในจุดต่าง ๆ ของโลกสร้างความหวาดกลัวว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น ประเทศในยุโรปหลายแห่งเริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหาร และดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร
เช่นเดียวกับสภานการณ์ในประเทศเวเนซุเอลาที่อาจบานปลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคได้ ซึ่งเป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่จะกระทบการค้าเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้ระบบการผลิต หรือซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดการหยุดชะงักได้
4.ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว หลังรัฐบาลยุบสภามาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลง ขณะที่ระดับ หนี้ครัวเรือน ที่อยู่ในระดับสูงและรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชนมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก นอกจากนี้ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 อาจจะล่าช้า เนื่องจากปี 69 เป็นปีเลือกตั้ง ต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณต่อ คาดว่า การเบิกจ่ายงบประมาณปี 70 จะสามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.
5.ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงขึ้น จาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันต่องบประมาณของประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท ดังนั้นการลงทุนในเรื่องระบบน้ำของประเทศ และการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป



















