“เทพไท” ชง 3 แนวทางแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง-ช่วยเหลือปชช. โดยควบคุมราคาให้เป็นธรรม ประมาณ 15-20 บาทต่อลิตร ทั้งการลดค่ากลั่น-ลดภาษีสรรพสามิต-ลด VAT-ลดค่าการตลาด-ลดภาษีท้องถิ่น แต่ถ้าคุมไม่ได้จริงๆ ควรช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” เยียวยาบางอาชีพ แต่ถ้าให้ดีควรช่วยเหลือผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” เพิ่มวงเงินเป็น 5 พัน-1 หมื่น โดยไม่จำกัดสิทธิ์ เพื่อช่วยปชช.ทุกคน-ถ้วนหน้า
เมื่อวันที่ 15 เม.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นเรื่อง “เสนอ 3 แนวทาง ช่วยเหลือประชาชน” มีรายละเอียดว่า…“มีการตั้งคำถามจากประชาชนมากมายว่า หลังจากเทศกาลสงกรานต์นี้แล้ว ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ เพราะก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ รัฐบาลได้ปรับลดราคาน้ำมันลง จึงทำให้มีการตั้งคำถามว่า เหตุที่ปรับลดราคาน้ำมันลงก่อนสงกรานต์ เป็นเพราะรัฐบาลต้องการเอาใจประชาชน และต้องการหาเสียงกับประชาชนหรือไม่ เพราะช่วงสงกรานต์มีประชาชนเดินทางออกต่างจังหวัดกันเป็นจำนวนมาก มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน เมื่อลดราคาน้ำมันลง จะเป็นการช่วยเหลือประชาชน และได้ใจประชาชนที่ใช้น้ำมันในการเดินทาง ทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋าลงได้บ้าง
แต่เมื่อเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป ราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวสูงขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะตอบได้ เพราะทั้งหมดอยู่ทิ้งเงื่อนไขของ “ต้นทุนน้ำมัน” และ “ราคาน้ำมันดิบของตลาดโลก” ซึ่งมาจากปัจจัยหลายอย่าง แต่เชื่อว่า ถ้าเป็นเหตุผลทางการเมือง ก็อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้ว
ในช่วงที่ผ่านมา ผมในนำเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน และการช่วยเหลือประชาชนใน 3 ขั้นตอน คือ
1.อยากให้รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันให้อยู่ในราคาที่เป็นธรรม โดยปรับลดค่ากลั่นของโรงกลั่นจากลิตรละ 17.55 บาทออกไปละ 10 บาท ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละ 7 บาท ปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด และภาษีท้องถิ่น น่าจะทำให้สามารถลดราคาน้ำมันลงได้ลิตรละ 15-20 บาท เมื่อลดราคาน้ำมันลง สามารถควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้น เป็นการช่วยเหลือประชาชนทั่วทั้งประเทศ และประชาชนทั้งประเทศจะได้รับอานิสงส์อย่างเท่าเทียมกัน
2.ถ้าหากไม่สามารถตรึงราคาได้ จำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันให้สูงขึ้น รัฐบาลต้องมีวิธีการช่วยเหลือประชานกลุ่มเปราะบาง กลุ่มอาชีพ โดยการออกคูปองหรือสนับสนุนวงเงิน หรือช่วยเหลือเยียวยาในบางกลุ่ม บางอาชีพ เพื่อไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน จากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
3.ถ้าหากการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง บางกลุ่ม บางอาชีพ อาจจะไม่ทั่วถึง และไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะประชาชนกลุ่มรากหญ้า หรือประชาชนกลุ่มอาชีพอื่นๆได้รับผลกระทบด้วย รัฐบาลควรจะช่วยเหลือผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” โดยไม่จำกัดผู้ใช้สิทธิ์ และควรเพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง จาก 2,000 บาทเป็น 5,000 บาท หรือ 10,000 บาทและให้โอกาสกับประชาชนที่อยากจะใช้สิทธิ์ “คนละครึ่ง” แม้ว่าโครงการ “คนละครึ่ง” ประชาชนจะต้องสมทบเงินจำนวนหนึ่งก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่ารัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือ หรือเยียวยาประชาชนเลย สามารถเปิดให้เป็นสิทธิ์ของประชาชน ไม่ว่าใครก็ตาม สามารถใช้สิทธิ์โครงการ “คนละครึ่ง” ได้ เปรียบเสมือนกับการลดราคาสินค้า 50% ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชนอย่างถ้วนหน้า
จึงเสนอแนวทางช่วยเหลือประชาชนเยียวยาในภาวะวิกฤตน้ำมันแพง และในช่วงสถานการณ์สงครามอิหร่าน-อเมริกายังไม่ได้ข้อยุติ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนให้รัฐบาลพิจารณา”



















