“เอกนิติ” ชี้วิกฤตพลังงานยังไม่จบ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 ประคองกำลังซื้อช่วงเปลี่ยนผ่าน ย้ำวินัยการคลัง เร่งโซลาร์–พลังงานไทย ลดพึ่งนำเข้า สร้างความเข้มแข็งระยะยาว
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงการเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” 60/40 เฟส 2 ว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของคนไทยเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น ก่อนกระทบกำลังซื้อเมื่อรายได้เพิ่มไม่ทันค่าใช้จ่าย รัฐบาลจึงออกแบบมาตรการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ พร้อมประคองพ่อค้าแม่ค้ารายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง
นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการกำหนดวงเงินใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท เพราะต้องการช่วยค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ออกแบบเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกันทรัพยากรของรัฐบาลมีจำกัด จึงให้น้ำหนักกับคนตัวเล็ก พ่อค้าแม่ค้าในตลาด แผงลอย และร้านค้ารายย่อยเป็นลำดับแรก
ตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือน ที่ผ่านมามีประชาชนใช้สิทธิประมาณ 26 ล้านคน ร้านค้ารายย่อยประมาณ 1.2 ล้านราย เกิดเม็ดเงินช่วยประคองกำลังซื้อกว่า 160,000 ล้านบาท โดยร้านค้าที่อยู่ในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนเพียง 16% สะท้อนว่าเม็ดเงินกระจายไปยังร้านค้าและพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ
นายเอกนิติ ย้ำว่า คำว่า พลัส ไม่ได้หมายถึงการช่วยค่าครองชีพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเพิ่มทักษะให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก โดยเปิดให้เข้าถึงแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีและเรียนรู้การขายออนไลน์ ซึ่งนายเอกนิติระบุว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมบางส่วนมียอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และร้านค้าจากโครงการก่อนหน้าหลายรายยังรักษายอดขายไว้ได้แม้สิ้นสุดมาตรการแล้ว
อีกส่วนหนึ่งคือ AI นกกระซิบ ในแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งช่วยวิเคราะห์ยอดขาย วันที่ขายดี ต้นทุนวัตถุดิบ และข้อมูลประกอบการวางแผนธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายเล็กลดต้นทุนและบริหารสินค้าได้แม่นยำขึ้น โดยนายเอกนิติ ยกตัวอย่างร้านขนมที่สามารถดูข้อมูลว่าวันใดมียอดขายสูงหรือต่ำ และนำข้อมูลไปปรับปริมาณการผลิตให้เหมาะสม ข้อมูลการค้าจากระบบยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงสินเชื่อ เพราะธนาคารสามารถเห็นข้อมูลรายได้จากระบบ ขณะที่ บสย.เข้ามาช่วยด้านการค้ำประกัน ลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มองการอัดฉีดเงินเป็นคำตอบที่ทำต่อได้ไม่สิ้นสุด โดยเหตุที่ไม่ได้ใช้กรอบเงินสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาขยายมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพราะต้องรักษาวินัยการคลัง และมองว่าการช่วยประชาชนในช่วงนี้เกิดขึ้นเพราะประเทศไทยยังเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ไม่เร็ว ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่
ในระยะยาว จึงต้องเร่งลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยโซลาร์เป็นหนึ่งในแนวทางที่ เมื่อครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าและลดค่าไฟได้เอง ความจำเป็นในการใช้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพก็จะลดลง พร้อมช่วยให้ประเทศนำเข้าก๊าซและจ่ายเงินออกต่างประเทศน้อยลง
นายเอกนิติ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังรวมถึงการส่งเสริมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม และเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่คนไทยผลิตได้ ช่วยลดการพึ่งน้ำมันนำเข้า พร้อมสร้างรายได้กลับสู่เกษตรกรและเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย
“การอุดหนุนราคาน้ำมันทั่วไป ช่วยได้เพียงชั่วคราว ขณะที่แนวทางระยะยาวควรสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้พลังงานทางเลือกที่ไทยผลิตเองได้มากขึ้น เพื่อทำให้ประเทศมีความเข้มแข็ง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และให้ประโยชน์กลับไปยังเกษตรกรไทยโดยตรง” นายเอกนิติ กล่าว



















