พรรคปชน.แฉยับ!!“โซลาร์ภาคประชาชน” พบบริษัทถือหุ้นไขว้-ที่อยู่ซ้ำกว่า120แห่ง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“พรรคประชาชน” แถลงแฉโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 5 หมื่นล้าน พบเงื่อนไขสกัดเอสเอ็มอีจนเหลือบริษัทถือหุ้นไขว้-ที่อยู่ซ้ำกว่า 120 แห่ง จี้ “เอกนิติ” เคลียร์ปมหัวคิว 30,000 บาทต่อหลัง ซัดกู้แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจจีน เมินดันงานวิจัยแบตเตอรี่ไทย

วันที่ 2 พ.ย.2569 เวลา 09.55 น.ที่รัฐสภา ในการแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เงา นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน รวมถึงเงินที่ใช้ไปกับโครงการนี้อาจจะเข้ามือคนเพียงแค่ไม่กี่คน ว่า  โซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือนวงเงิน 50,000 ล้านบาท รัฐบาลสนับสนุนให้ 50,000 บาทต่อ 1 ครัวเรือน สำหรับผู้ที่ประสงค์จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งโครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาลที่มีการประกาศใหญ่โตว่าประชาชนจะมีเสรีภาพในการเลือกผู้ติดตั้งได้อย่างมีอิสระไม่มีการล็อกโควตาให้กับรายใดรายหนึ่ง ฟังแล้วอาจจะสวยหรูแต่ความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า ถ้าตัวเลือกมีอยู่จำกัดหรือถูกบังคับให้มีอยู่จำกัดนั่นหมายความว่าประชาชนไม่มีตัวเลือก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ รัฐบาลเปิดให้บริษัทที่ประสงค์จะเป็นผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ลงทะเบียนก่อนถึงจะรับงานได้ ซึ่งมีผู้สนใจอยู่ 600 รายชื่อ หลังจากนั้นรัฐบาลก็มีการออกเงื่อนไขบังคับให้ผู้ประกอบการติดตั้งหรือบริษัทต่าง ๆ ถ้าจะทำงานต้องวางเงินประกัน รวมกว่า 60,000 บาทต่อหลัง ซึ่งเงื่อนไขนี้ทำให้ผู้ประกอบการรายรายถอนตัวจากโครงการนี้เพราะไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 60-70% ของบริษัทที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ตัดสินใจออกจากโครงการ ซึ่งเหลือเพียงแค่100 กว่ารายชื่อเท่านั้นที่ยังรับงานต่อไปได้

เมื่อเอาชื่อบริษัททุกบริษัทมาตรวจสอบก็พบว่า กว่า 60 บริษัทมีที่อยู่ซ้ำกัน ทำให้คิดเป็นอื่น ไม่ได้ว่าบริษัทหลายรายมีการแยกร่างออกมาเป็นบริษัทย่อย เพื่อที่จะรับงานหรือทำให้จำนวนดูเยอะเหมือนที่รัฐมนตรีหรือรัฐบาลกล่าวอ้าง แล้วเมื่อตรวจสอบในรายชื่อกรรมการ ผู้ถือหุ้น พบว่ามีกว่า 120 บริษัท ที่กรรมการกับผู้ถือหุ้น มีชื่อ-นามสกุลเดียวกันซ้ำ ๆ ถือหุ้นไขว้กันไปมา นั่นหมายความว่าต่อให้บริษัทนี้ไม่ได้ บริษัทตัวเองอีกบริษัทหนึ่งก็ยังมีโอกาสที่ประชาชนจะจิ้มเลือกทำงานได้

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการตั้งเงื่อนไขกิจการรายย่อย การมีบริษัทที่มีที่อยู่ซ้ำกัน การมีผู้ถือหุ้นไขว้กันไปมา รวมไปถึงข่าวที่ออกมาว่ามีการหักหัวคิวกินส่วนต่างรายละ 30,000 บาท สิ่งนี้จึงไม่สามารถมั่นใจได้ว่าเงินกู้ 50,000 ล้านบาทซึ่งควรจะเป็นของประชาชนถูกผ่านไปอยู่ในมือใครบ้าง ถ้ารัฐบาลไม่สามารถคลายข้อสงสัยให้กับสังคมไม่สามารถตอบคำถามให้กับประชาชนได้ว่าเงินกู้ 50,000 ล้านบาทตรงนี้เป็นของพวกเขาจริง ๆ ไม่หายไประหว่างทาง ถ้าตอบคำถามเรื่องนี้ไม่ได้ ก็อยากเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการนี้” นายศุภโชติกล่าว

“ผมขอเรียกร้องโดยตรงไปถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้กำกับดูแลการใช้เงินก้อนนี้ว่าต้องหยุดช่วยเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย ในการหากินกับเงินกู้ นี่คือเงินกู้ของประชาชนไม่ใช่เงินของใครที่ใครจะมาเอาไปก็ได้ เลิกเอาประชาชนมาบังหน้าถ้าไม่มีการล็อกสเปกไม่มีการล็อคให้กับนายทุนประชาชนอาจจะได้โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 2 ล้านหลังก็ได้หรืออาจจะมากกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้เท่าตัว” นายศุภโชติ กล่าว

ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลภูมิใจไทยมีแต่ลมปากเรื่องช่วยผู้ประกอบการไทย หรือเรื่องพัฒนาเทคโนโลยีไทยถึงเวลาก็กู้เงินมาช่วย ทุนจีนกับนายหน้าไทยกินหัวคิว การทำโครงการสไตล์รัฐบาลภูมิใจไทย คือใช้งบประมาณเยอะ ๆ จะซื้อจะจ้างแบบมีข้อกังขาเรื่องราคากลางคล้ายกับโครงการ TH-AI  Passport แล้วก็อ้างว่าทำเพื่อประชาชนเพราะทุก นโยบายทุกมาตรการมีประชาชนได้ประโยชน์อยู่แล้วแต่ก็ต้องมีการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ถึงประสิทธิภาพเพราะเรามีข้อจำกัดเรื่องการคลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นการกู้เงินใช้เงินเป็นแสนล้านแต่ ไม่สามารถไม่ได้คิดเพื่อการสร้างเศรษฐกิจภายในสร้างอุตสาหกรรมของเราเองเลย

“นายเอกนิติรวมถึงดร.ยศชนันชอบพูดถึงเรื่อง การส่งเสริมเทคโนโลยีในประเทศช่วยผู้ประกอบการไทยแต่เมื่อกู้เงินมาใช้กับปล่อย ให้เกิดข้อวิจารณ์เรื่องการกินหัวคิว เช่นการใช้เงินระดับแสนล้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างน้อยต้องสร้างเศรษฐกิจภายในต้องให้เกิดการผลิต Smart Grid หรือโครงการมิเตอร์อัจฉริยะภายในประเทศให้ได้ Smart Meter ผู้ประกอบการไทย ควรจะมีศักยภาพในการพัฒนาหรือเรื่องระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ BESS ก็เป็นศักยภาพในการพัฒนา ผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก ที่สำคัญคือเมื่อใช้พ.ร.กเงินกู้มีข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไขการใช้เงินที่ต้องใช้ให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 ซึ่งเป็นตัวบีบรัดที่ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะมีพื้นที่ในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยเลย” นายวีระยุทธกล่าว

นายวีระยุทธ ยังกล่าวต่อว่า ผู้นำฝ่ายค้าน และกมธ.เศรษฐกิจฯ ได้เดินทางไปดูงานที่จังหวัดขอนแก่นที่มีศักยภาพ หลายจุดในการพัฒนาระบบพลังงานไทย เช่นมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีศักยภาพในการทำ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้ และมีแบตเตอรี่โซเดียมไอออน ที่เป็นเกลือที่เริ่มพัฒนาขึ้นมาทั้งหมดนี้อยู่บนหิ้งเพราะต้องการสเกลในการผลิตเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทย แต่เมื่อไม่มีนโยบายที่ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยและมีเดดไลน์เรื่องธันวาคมปี 70 ไม่มีใครทำทันสุดท้ายงานวิจัยก็อยู่บนหิ้งเหมือนเดิมเพราะไม่ได้คิดครบเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเลย เป็นการใช้เงินแสนล้านที่สุดท้ายเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจจีน เอาไปช่วยหัวคิวในส่วนของ 200,000 ล้านพลังงาน จึงเป็นที่น่ากังวลมากแทนที่จะเปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรมอย่างที่พวกเราเสนอมาโดยตลอด ดังนั้นพิสูจน์ได้เลยว่ารัฐบาลภูมิใจไทยมีแต่ลมปากเรื่องช่วยผู้ประกอบการไทย เรื่องพัฒนาธุรกิจไทย

เมื่อถามว่าอะไรที่มองว่าโครงการนี้มีการหักหัวคิว เพราะรัฐบาลมองว่าโครงการนี้ยังไงประชาชนก็ได้ประโยชน์ นายศุภโชติ กล่าวว่า หลักฐานสามารถหาได้ตามทั่วไป ถ้าดูเอกชนต่าง ๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการการติดตั้งโครงการในลักษณะเดียวกันยี่ห้อเดียวกันแบรนด์เดียวกันจะอยู่ที่ 100,000 บาทบวกลบ แต่รัฐบาลได้มีการตั้งราคาผ่านหน่วยงานรัฐวิสาหกิจคือการไฟฟ้า อยู่ที่ 140,000 บาท จึงเกิดคำถามที่ว่าส่วนต่าง 3-4 หมื่นบาทตรงนี้ไปอยู่ที่ไหน นี่จะเป็นคำถามง่าย ๆ ที่เราคิดกันว่าทำไมเวลาเข้าโครงการรัฐประชาชนถึงได้ราคาที่แพงกว่า คำตอบง่าย ๆ คือมีเงินสนับสนุนอยู่อีก 50,000 บาทต่อราย ถ้าราคา 140,000 บาทหักลบ 50,000 บาท ราคาจะอยู่ที่ 90,000 บาท ความจริงแล้วเงินสนับสนุน 50,000 บาทตรงนี้เอาไปที่ไหนได้บ้าง สามารถเอาไปรับช่วงต่อได้ รัฐบาลอาจจะจ้างมาแค่ 100,000 บาทและที่เหลืออาจจะเข้าส่วนต่าง ที่รัฐบาลจะต้องชี้แจงว่าจะไปอยู่ที่ไหน ไปอยู่ที่ใครได้บ้าง

เมื่อถามว่าจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายศุภโชติ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เรารวบรวมข้อมูลและติดตามโครงการมาอย่างต่อเนื่องและยินดีที่จะใช้ในทุกเวทีที่จะสามารถติดตามตรวจสอบโครงการนี้อยู่แล้ว

นายวีรยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่รัฐบาลพยายามถ่วงเวลาให้การอภิปรายมันล่าช้าไปก็เพื่อจะไปเคลียร์ข้อสงสัยต่าง ๆ เหล่านี้ที่เริ่มโดนจับได้ดังนั้นรัฐบาลจึงมีแรงจูงใจในการชะลอหรือดีเลย์ให้การอภิปราย เลื่อนไปล่าช้าเพื่อไปเคลียร์ปัญหาเหล่านี้ก่อนไม่รวมกับความพยายามที่จะปั่นการเมืองต่าง ๆ เพื่อมากลบกระแสการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“เรื่องการเอาประชาชนบังหน้าเป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยถนัด เป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่พัฒนามา มา 50 กว่าปีก็เพราะแบบนี้ คือทุกนโยบายทุกมาตรการไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหนมีคนได้ประโยชน์มีประชาชนได้ประโยชน์เสมอ ดังนั้นรัฐบาลยุคใหม่โลกยุคใหม่เขาตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าถึงประสิทธิภาพนี่ยังไม่นับว่านี่คือเงินกู้ นี่ไม่ใช่งบประมาณปกติ นี่คือกู้เงินมา ยิ่งต้องตั้งคำถามเรื่องของความคุ้มค่าหนักกว่าเดิมเรื่องประสิทธิภาพหนักกว่าเดิม แต่นี่จะเป็นการเอาเงินไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจีนและนายหน้าหักหัวคิว” นายวีระยุทธกล่าว.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img