“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แสดงท่าทีไว้ล่าสุด ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งได้ข้อสรุปแล้วว่า จะอภิปรายและลงมติในช่วง 7-11 ธ.ค.69
โดยเขาย้ำว่า “รัฐบาลไม่ได้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และพร้อมเข้าสภาในเดือน ธ.ค. หลังการหารือกำหนดเวลาในช่วงที่ผ่านมา ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ซึ่งเดิมรัฐบาลเตรียมพร้อมรับการอภิปรายไว้แล้ว ถึงขั้นกำชับรัฐมนตรีทุกคนไม่ให้เดินทางในช่วงสัปดาห์ที่คาดว่าจะมีการอภิปราย เพราะต้องการให้ทุกคนอยู่ตอบข้อซักถามในสภา แต่เมื่อการกำหนดเวลาไม่ลงตัวกลับมีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลหนีสภา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง”
“ไม่เคยหนีครับ จริง ๆ ณ ขณะนี้เราควรจะอยู่บนบัลลังก์ที่สภาเพื่อรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีทุกคน ผมสั่งไว้แล้วว่าห้ามเดินทางในช่วงสัปดาห์นี้ ส่วนรัฐบาลยังมีเสถียรภาพ และผมไม่กังวลว่า จะเลือกอภิปรายใคร หรือเว้นใคร หากฝ่ายค้านจะอภิปรายผมเพียงคนเดียว ก็ถือว่าครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดแล้ว” อนุทิน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” เมื่อวันที่ 31 ต.ค.

ด้วยระยะเวลาที่ทอดยาวออกไปถึงวันที่ 7 ธ.ค.กว่าที่ศึกซักฟอกจะเกิดขึ้น ต้องดูว่า ในช่วงเกือบห้าสัปดาห์ต่อจากนี้ จะมี “สถานการณ์แทรกซ้อนทางการเมืองอะไรเกิดขึ้น” จนทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง ก่อนถึงวันลงมติว่าจะไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจในวันที่ 11 ธ.ค.หรือไม่?
ซึ่งเริ่มปรากฏขึ้นแล้ว เนื่องจากเมื่อช่วงสุดสัปดาห์นี้ คือวันเสาร์ที่ 31 ต.ค. ก็มีกระแสข่าวแทรกขึ้นมาว่า “ทักษิณ ชินวัตร” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยตัวจริง เดินเกมกดดัน “อนุทิน-รัฐบาลภูมิใจไทย” เพื่อต้องการให้ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ตั้งขึ้นมาตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ซึ่งมี “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ “ตัวปกรณ์” ก็มีชื่อติดอยู่ในญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย
ในลักษณะคือ “ทักษิณ” พยายามต่อรอง-กดดัน ขอให้คณะกรรมการฯ รับคำร้องที่ตนเองได้ยื่นเรื่องไว้เมื่อต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ได้รับสิทธินิรโทษกรรมและล้างมลทินในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งหมด
โดยยกเหตุว่า คดีความที่เกิดขึ้นกับตนเอง จนทำให้ถูกศาลฎีกาฯ ยึดทรัพย์และตัดสินจำคุก เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมด้วยกฎหมายที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในข้อที่ 31 ที่ให้นิรโทษกรรมคดีที่เกิดจากประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะคมช.และคำสั่ง คมช. (พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน)
เพราะ “ฝ่ายทักษิณ-ทนายความ” มองว่าคดีความของตัวเองที่เกิดจาก คตส.จนส่งไปป.ป.ช.-อัยการจนเข้าสู่ศาลฎีกาฯ ล้วนมีจุดตั้งต้นจาก คตส.ที่ตั้งโดยประกาศของ คมช.และหัวหน้า คมช. ดังนั้นจึงควรเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมด้วย
โดยมีรายงานว่า หลังจากยื่นเรื่องไปแล้ว และคำร้องอยู่ระหว่างคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ซึ่งมี “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน จะต้องเรียกประชุมเพื่อพิจารณากลั่นกรอง ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขชุดใหญ่
ทั้งนี้ มีรายงานข่าว อธิบายไว้ว่า…“อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา นายทักษิณพยายามกดดันบุคคลในรัฐบาลและคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้รับคำร้องดังกล่าว โดยใช้เสียงของ สส. พรรคเพื่อไทย จำนวน 74 เสียง ในการลงมติไว้วางใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย รวม 18 คน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ เป็นข้อแลกเปลี่ยน โดยมีความพยายามกดดันไปทาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีเสียง สส. อยู่ 58 เสียง เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล แต่ในเบื้องต้น ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ได้ให้ความสนใจต่อข้อเสนอดังกล่าว”

“เป้าหมายของทักษิณ” หากได้รับสิทธิดังกล่าวตามกฎหมาย ก็คืออาจได้ลุ้นเงินคืน 46,000 ล้านบาท ที่เคยถูกยึดทรัพย์ไป รวมถึงภาษีที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรกลาง เคยมีคำตัดสินเมื่อปี 2568 ให้ “ทักษิณ” จ่ายภาษีย้อนหลัง 1.7 หมื่นล้านบาท กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ปี 2549 ที่ “ทักษิณ” ไม่ยอมจ่ายและยื่นฟ้องกรมสรรพากร ว่าเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน เพราะโดนยึดทรัพย์ไปแล้ว จนเป็นคดีในศาลภาษีอากรกลางในเวลานี้ “ฝ่ายทักษิณ” คงลุ้นว่าหากได้รับการนิรโทษกรรม ก็อาจทำให้คดีความการเสียภาษีย้อนหลังยุติลงไปด้วย ส่วนจะได้เงินที่โดนยึดทรัพย์คืนไปด้วยหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายลุ้นได้คืน ก็ถือว่าโชคดี รวมถึงหากได้รับการล้างมลทิน ก็หมายถึง “ไม่เคยมีประวัติทางคดีอาญา-คดียึดทรัพย์ใด ๆ มาก่อน” นั่นหมายถึง ก็อาจสามารถจะกลับเข้าสู่การเมืองได้หากจำเป็นและโอกาสเปิด
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นแค่กระแสข่าว ที่แน่นอนว่า พอมีข่าวออกมา หากใครไปไล่ถาม “ฝ่ายทักษิณ-ทนายความ-เพื่อไทย” ก็จะต้องปฏิเสธไปว่า “ไม่เป็นความจริง” เพราะของแบบนี้ใครจะมารับให้ “โง่” รวมถึง “ฝ่ายอนุทิน-ภูมิใจไทย-กล้าธรรม” ก็ต้องปฏิเสธเช่นกัน เพราะเรื่องแบบนี้ ในทางการเมือง…ไม่มีใครเขาพูดกันต่อหน้า ต้องไปคุยกันลับ ๆ หากตกลงกันได้ เคลียร์กันได้ก็เรียกว่า “ดีลลับ” แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็เรียกว่า “วงแตก”
ส่วนว่า ถ้าข่าวนี้เป็นจริง “อนุทิน” จำเป็นต้องยอมให้ “ทักษิณ” ต่อรองหรือไม่ มองได้ว่า “อนุทิน” ก็ต้องมีแผนรองรับไว้แล้ว เช่น ถ้าต่อรองมาก ก็อาจประกาศต่อสาธารณะดึงพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาลก่อนวันโหวต 11 ธ.ค. ไปเลย
ซึ่งด้วยจำนวนเสียง ของฝ่ายรัฐบาล หาก สส.กล้าธรรม 58 เสียงโหวตไว้วางใจให้ “อนุทิน-รัฐมนตรีอีก 17 คน” โดยพรรคเล็ก ๆ อื่น ๆ เสียงมาครบหมด เช่น “พลังประชารัฐ-ประชาชาติ-เศรษฐกิจ” รวมถึง “สส.งูเห่า” ที่อาจจะมีอยู่ใน “พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน” ซึ่งก็มีให้เห็นแล้วที่อุดรธานี โดยไม่จำเป็นต้องมี 74 สส.เพื่อไทย ถ้ารวมเสียงกันได้ทุกเสียง ก็ทำให้คะแนนเสียงไว้วางใจก็ยังเกินกึ่งหนึ่งอยู่ แล้วเสร็จจากอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เอา “เพื่อไทย” ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไปทันที และการที่มีข่าวแบบนี้ออกมา ก็เชื่อได้ว่า เป็นหมากสกัดการต่อรองของ “ทักษิณ-เพื่อไทย” ไว้แต่เนิ่น ๆ
ประเมินดูแล้ว ในช่วงเดือนเศษ ก่อนไปถึงวันโหวตไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจ 11 ธ.ค. การเจรจาต่อรองทางการเมือง โดยเฉพาะการต่อรองแบบปิดลับ คงเข้มข้น และเคลื่อนไหวกันหนัก ที่ “อนุทิน” อาจต้องวางหมากรับมือไว้หลายแผน เพราะหากพลาดขึ้นมา อาจโดนตลบหลังเอาได้!
………………………………….
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















