“เทพไท” มองกระแสข่าวทักษิณใช้เสียง ส.ส.เพื่อไทย 74 คน ต่อรองรัฐบาลแลกกับการรับคำร้องขอนิรโทษกรรม ไม่น่าจะเป็นไปได้ เหตุพรรคกล้าธรรมยังเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง ชี้เป้าหมายที่แท้จริงอาจเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลเปิดทางออกกฎหมายล้างมลทินในอนาคต หลังรับโทษตามกระบวนการแล้ว
เมื่อวันที่ 1 พ.ย.นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์และวิจารณ์การเมือง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
ทักษิณ หวังแค่ขอล้างมลทิน
นับตั้งแต่นายทักษิณ ชินวัตร มอบหมายให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัว ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอนิรโทษกรรมตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 จนทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง จนล่าสุดมีรายงานว่า นายทักษิณ พยายามจะกดดันบุคคลในรัฐบาล และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้รับคำร้องดังกล่าว โดยใช้เสียงของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จำนวน 74 คน ต่อรองในการลงมติไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจรวมทั้งหมด 18 คน
นอกจากนี้ยังมีรายงานต่อไปว่า นายทักษิณ พยายามจะกดดันไปยังร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีส.ส.อยู่ 58 คน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในการเข้าร่วมรัฐบาล แต่ในเบื้องต้นร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ได้ให้ความสนใจต่อข้อเสนอดังกล่าว
เมื่อกระแสข่าวออกมาในลักษณะเช่นนี้ ในฐานะที่เป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริง ที่นายทักษิณต้องการนำเงื่อนไขการขอนิรโทษกรรมตาม พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มาเป็นข้อต่อรองในการยกมือไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายจำนวน 18 คน ถ้าหากนายทักษิณยังไม่สามารถจับมือกับร.อ.ธรรมนัส ได้อย่างเหนียวแน่น เพราะพรรคกล้าธรรมพร้อมจะเข้าร่วมรัฐบาลตลอดเวลา จนพรรคเพื่อไทยไม่กล้าขยับ และไม่กล้าจะยื่นเสนอหรือเงื่อนไขต่อรองใดๆกับพรรคภูมิใจไทย
จึงทำให้เห็นว่า การนำเอาเงื่อนไขการนิรโทษกรรมของนายทักษิณมาต่อรองในการโหวตลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่การที่นายทักษิณยื่นข้อเสนอขอนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ทั้งที่รู้อยู่ว่า การยื่นคำร้องดังกล่าว ขัดต่อเงื่อนไขการนิรโทษกรรม หรือข้อห้ามตามมาตรา 3
แต่นายทักษิณต้องการจะแสดงเจตนาให้รัฐบาลได้เห็นถึงความต้องการ ที่อยากจะนิรโทษกรรมหรือล้างมลทินตัวเองให้พ้นจากคดีความที่ติดตัวอยู่ จึงเป็นไปได้มากที่สุดคือ นายทักษิณต้องการใช้เงื่อนไขการขอนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มาเป็นใบเบิกทางเพื่อให้รัฐบาลได้ออก พรบ.ล้างมลทินให้กับนายทักษิณในโอกาสต่อไปด้วย เพราะการออก พ.ร.บ.ล้างมลทิน ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน ยังไม่เคยมีมาก่อน
จึงมีความเป็นไปได้ว่า นายทักษิณต้องการจะแสดงเจตนาให้รัฐบาล และผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ได้หันมาให้ความสนใจและให้โอกาสนายทักษิณได้ล้างมลทินจากความผิดที่ผ่านมา หลังจากได้รับโทษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพราะฉะนั้นการที่นายทักษิณขอนิรโทษกรรม และยื่นเงื่อนไขกดดันรัฐบาลเพื่อแลกกับเสียงโหวตในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่สิ่งที่น่าเป็นไปได้มากที่สุดคือ นายทักษิณ ต้องการให้รัฐบาลออก พรบ.ล้างมลทินให้กับตัวเองมากกว่า



















