สธ.ถกเครียด รับมือผู้บาดเจ็บแผ่นดินไหว หนักสุดตึกถล่ม ในกทม. ดับ 3 ราย เร่งค้นหา 67 รายในซากอาคาร ระดมทีมแพทย์ฉุกเฉินเข้าร่วมปฏิบัติการ สั่งรพ.ใกล้เคียงรับดูแลผู้ป่วย จัดทีมพิสูจน์อัตลักษณ์ “กรมการแพทย์” เผย เลิดสินตึกร้าวหนัก ทางเชื่อมทรุด ดูแลผู้ป่วยได้ดี เศร้า เด็ก 1 เดือน ป่วยวิกฤติเสียชีวิตช่วงอพยพ
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน หรือ Emergency Operations Center (EOC) เหตุแผ่นดินไหว ที่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยนพ.สฤษดิ์เดช เจริญไชย ผอ.กองสาธารณสุขฉุกเฉิน รายงานสถานการณ์ผลกระทบ สรุปเมื่อเวลา 16 น. ได้รับผลกระทบ 17 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร (กทม.) หนักสุดคือกทม. โดยเฉพาะกรณีอาคารที่กำลังก่อสร้าง คือสำนักงานของสตง. ถล่ม มีผู้อยู่หน้างานราว ๆ 400 คน สูญหายรายราวๆ 80 คน มีทีมกู้เมิร์ช เข้าไปประจำใกล้จุดเกิดเหตุ สิ่งที่ต้องการสนับสนุนมากที่สุดคือน้ำเกลือ ซึ่งมีการระดมเข้าไปช่วยเหลือแล้ว

ส่วนผลกระทบในต่างจังหวัด คือเขตสุขภาพที่ 1 ได้รับผลกระทบทั้งหมด 8 จังหวัด คือเชียงราย เชียงใหม่ น่าน ลำพูน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ส่วนใหญ่เป็นตึกร้าว บางส่วนพนังร้าว ไม่มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต เขตฯ 2 ได้รับผลกระทบที่จังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ มีปัญหาตึกร้าว เขตฯ 3 ที่ชัยนาท ตึกรพ.ชัยนาทนเรนทร ร้าว เขตฯ 4 จังหวัดนนทบุรี มีอาคารรพ.บางกรวย และรพ.บางใหญ่ มีรอยร้าว เขตฯ 5 จังหวัด รพ.ศูนย์นครปฐม และรพ.บ้านแพ้ว สมุทรสาคร ร้าว เขตฯ 7 มหาสารคาม มีรอยร้าวเล็กน้อย เขตฯ 8 จังหวัดเลย อาคารร้าว

ขณะที่ ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) รายงานว่า ได้ประสานศูนย์เอราวัณ และศูนย์รับแจ้งเหตุทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ ขณะนี้ทางศูนย์การแพทย์นเรนทร ได้ส่งทีมเข้าไปให้การช่วยเหลือในการค้นหาผู้ที่ติดในซากอาคารย่านจตุจักรที่ถล่มลงมา พร้อมบุคลากรเข้าไปช่วยเหลือในการประสานงานทีมกู้ชีพ และการส่งต่อผู้ได้รับผลกระทบไปยังโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงนำรถสื่อสารเข้าไปอำนวยความสะดวกในพื้นที่เรื่องจากมีปัญหาเรื่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือค่อนข้างหนาแน่น ทำให้ประงานลำบาก เบื้องต้นได้รับรายงานมีผู้อยู่ในตึกราวๆ 400 คน เสียชีวิต 3 ราย กู้ภัย และทหาร กำการค้นหา ส่วนที่ออกมาได้แล้วกว่า 50 รายนั้น มีทั้งผู้บาดเจ็บสีเขียว และอื่นๆ แต่ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าไปโรงพยาบาลไหน
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีเหตุตึกถล่มบริเวณบางซื่อหลังได้รับผลกระทบของเหตุแผ่นดินไหว เบื้องต้นมีรายงานคนงานก่อสร้างประมาณ 407 คน ขณะนี้มีการมารายงานตัวแล้ว 340 คน สูญหาย 67 คน ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย นำส่ง รพ.สีกัน 2 ราย รพ.วิมุต 1 ราย และ รพ.พญาไท 2 ราย ส่วนอีก 3 ราย อาการเล็กน้อยได้กลับบ้านแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิตมีจำนวน 3 ราย มีการจัดทีมกู้ชีพกู้ภัยในการเข้าช่วยเหลือผู้ติดค้างแล้ว โดยมีทีมของ รพ.พระมงกุฎเกล้า เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ มีศูนย์เอราวัณประสานในการส่งตัวผู้บาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลต่างๆ ซึ่งในส่วนของสถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขพร้อมประสานในการรับดูแลผู้บาดเจ็บ นอกจากนี้ ยังได้เตรียมทีมพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลในการชันสูตรผู้เสียชีวิตด้วย
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ได้สั่งการดังนี คือ 1.ให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา 2.สำรวจประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งอาคาร อุปกรณ์ ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และคนไข้ โดยให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเตรียมประเมินความเสียหายโครงสร้าง 3.กรณีหมดเหตุอาฟเตอร์ช็อกแล้ว หากอาคารไม่ร้าว หรือเห็นว่ามีความปลอดภัย ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตัดสินใจในการทำแผนนำคนไข้กลับเข้าที่เดิม 4.เตรียมความพร้อมทีมแพทย์ออกไปดูแลประชาชนทีได้รับบาดเจ็บตามที่ร้องขอ 5.เตรียมพร้อมโรงพยาบาล บุคลากร เครื่องมือ เวชภัณฑ์ให้มีความพร้อมมากขึ้น 6.จัดทีมประสานงานอำนวยการสั่งการและทีมสื่อสาร โดยมอบหมาย นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นโฆษกสื่อสาร 7.เตรียมระบบชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต 8.จัดเตรียมทีมเยียวยาจิตใจ (MCATT) ทั้งจากกรมสุขภาพจิต 1,000 คน และจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ดูแล

ด้าน นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในส่วนของโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ที่เสียหายค่อนข้างมากคือ รพ.เลิดสิน พบว่าอาคารร้าว ทางเชื่อมตึกยุบตัวลง แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ สำหรับคนไข้หนักก็มีการส่งต่อออกมาหมดเรียบร้อยแล้ว เคสที่ต้องผ่าตัดก็ผ่าตัดเรียบร้อย โดยสรุปเคสผู้ป่วยต่างๆ ของ รพ.สังกัดกรมการแพทย์ เราสามารถจัดการได้เรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม ได้รับรายงานว่า ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) มีเด็กเสียชีวิต 1 ราย อายุ 1 เดือน โดยเป็นผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกในสมอง อาการค่อนข้างวิกฤต และมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือร่วมกับญาติคนไข้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เป็นรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว และกำลังย้ายออกจากไอซียู เด็กหัวใจหยุดเต้น 1 ครั้ง และปั๊มหัวใจขึ้นมา แล้วก็หยุดเต้นอีก โดยบุคลากรได้พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว.