เตือน!ดัชนีความร้อนพุ่งระวัง“ฮีทสโตรก” สังเกตอาการถ้าผิดปกติรีบนำส่งรพ.ทันที

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เมษาร้อนจัด! เตือนระวัง “ฮีทสโตรก” เลี่ยงแดดจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอ เฝ้าสังเกตอาการ หากผิดปกติรีบนำส่ง รพ. ทันที

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อุณหภูมิอากาศในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และคาดว่าจะยาวไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยในหลายพื้นที่อาจมีอุณหภูมิสูงถึง 42 – 43 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน โดยเฉพาะ “ฮีทสโตรก” เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กรมควบคุมโรค ระบุว่า ปี 2568 พบผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนรวม 182 ราย เป็นเพศชายร้อยละ 59.3 และพบมากในกลุ่มวัยทำงานอายุ 15–34 ปี จำนวน 78 ราย ขณะที่เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พบจำนวน 29 ราย โดยร้อยละ 53.3 เป็นผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง สำหรับอาการที่พบมาก ได้แก่ ภาวะเพลียแดด เป็นลมจากความร้อน ตะคริวจากความร้อน และโรคลมร้อนหรือฮีทสโตรก ด้านข้อมูลการเฝ้าระวังการเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อนของกองระบาดวิทยา พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 52 โดยผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

“เดือนเมษายนปีนี้ ประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง โดยค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ในบางพื้นที่อาจสูงถึง 60 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายอย่างยิ่ง ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด 

หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตัวร้อนจัด ผิวแดง ไม่มีเหงื่อ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น สับสน อ่อนเพลีย หรือหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที หรือโทรสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img