“ยศชนัน” ชูวิสัยทัศน์ ป.ย.ป. ในฐานะ System Integrator ทะลวง 4 แรงเสียดทานประเทศ ดันกรอบทำงาน 5S ยกระดับสู่รัฐบาลที่มุ่งผลลัพธ์ พร้อมสถาปนา “ความทรงจำแห่งการปฏิรูป” ข้ามวาระรัฐบาล
เมื่อวันที่ 21 ก.ย.69 ในงานสัมมนา ของ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) Thailand Regulatory Reform Forum 2026: From rules to results ปลดล็อกกติกา สร้างผลลัพธ์ ยกระดับประเทศไทย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงาน ป.ย.ป. ปาฐกถาพิเศษและการมอบนโยบายโดย ภายใต้หัวข้อ “From Rules to Results ปลดล็อกกติกา สร้างผลลัพธ์ ยกระดับประเทศไทย” ซึ่งได้ฉายภาพวิสัยทัศน์การปฏิรูปประเทศไว้อย่างแหลมคม ลงลึกถึงต้นตอของปัญหา และเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม
รองนายกฯ เริ่มต้นด้วยการเปรียบเปรยอย่างเห็นภาพว่า ประเทศไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน “รถสปอร์ต” ที่มีสมรรถนะสูง แต่กลับต้องมาจอดติดแหง็กอยู่ในสภาพการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพมหานคร ทำให้ไม่สามารถดึงศักยภาพที่แท้จริงออกมาใช้ได้เต็มที่ ท่านเน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนคนเก่ง (Talent) หรือเทคโนโลยี หากขาดก็สามารถใช้แนวทางการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) เพื่อดึงดูดเข้ามาได้ และไม่ได้ขาดแคลนเม็ดเงินลงทุน แต่สิ่งที่นักลงทุนและนักนวัตกรรมระดับโลกมองหาคือ “ที่ไหนที่ไปได้เร็วที่สุด” ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า ความเร็วเชิงสถาบัน (Institutional Speed) เพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและแข่งขันได้ในเวทีโลก

ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นว่า ศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินล่าช้าคือ “แรงเสียดทาน” หรือข้อจำกัดเชิงระบบในขั้นตอนการทำงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่
- Regulatory Friction: กฎระเบียบที่ทับซ้อนและล้าหลัง ซึ่งต้องได้รับการสะสาง (Regulatory Guillotine)
- Process Friction: กระบวนการทำงานที่ล่าช้าและมีขั้นตอนมากเกินความจำเป็น
- Organizational Friction: การทำงานแบบแยกส่วน ขาดเจ้าภาพหลักในการบูรณาการ โดยเฉพาะโครงการข้ามกระทรวง
- Data Friction: ปัญหาการไม่แบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาศาสตร์ข้อมูล
รองนายกฯ ระบุว่า หากรัฐบาลสามารถจัดการกับแรงเสียดทานทั้ง 4 ด้านนี้ได้ จะส่งผลให้ Innovation Friction ลดลง เปิดทางให้ประเทศสามารถสร้างนวัตกรรมของตนเองได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยา หรือเทคโนโลยีขั้นสูง

วิสัยทัศน์ต่อมาคือการเปลี่ยนผ่านจากการบริหารราชการที่ยึดติดกับกฎระเบียบ (Rule-based) ไปสู่การบริหารที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (Results-Driven Government) โดยต้องปรับวิธีการทำงานเป็นรูปแบบ Agenda-based หรือ Project-based มากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial Hub) ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้ง อว., สาธารณสุข, พาณิชย์, คลัง และ BOI การทำงานแบบเดิมที่ต่างคนต่างทำจะทำให้เกิดความล่าช้า (เช่น ไทยใช้เวลาอนุมัติ 1-3 เดือน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์) ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่ชาญฉลาด (Smart Regulation / Better Regulation) ที่ไม่ได้แปลว่าต้องยกเลิกกฎหมายทั้งหมดเพื่อความรวดเร็ว แต่คือการใช้กฎหมายให้คล่องตัว ปลอดภัย และเอื้อให้เกิดผลลัพธ์จริง
เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้เสนอแนวทางการทำงานผ่านกระบวนการ 5S ที่เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจปัญหาของประชาชน (Citizen Journey) อย่างแท้จริง ประกอบด้วย
- Scan : การสแกนปัญหาและค้นหาคอขวดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างครอบคลุม เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และเทคโนโลยี
- Simplify : การลดทอนความยุ่งยากของขั้นตอน ตัดสิ่งที่ทับซ้อนออกไป
- Sandbox : การสร้างพื้นที่ทดลองนำร่อง ซึ่งไม่ใช่แค่การผ่อนปรนกฎเกณฑ์ให้ง่ายขึ้น แต่เป็นการทดลองในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบมีความรัดกุม ปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล ก่อนนำไปใช้งานจริง
- Scale : เมื่อทดลองใน Sandbox สำเร็จและได้ผลลัพธ์ที่ดี ต้องเร่งขยายผลการบังคับใช้ให้ครอบคลุมระดับประเทศ
- Sustain : การสร้างความยั่งยืน โดยเฉพาะการที่ภาครัฐต้องเป็นผู้สนับสนุนและใช้งานนวัตกรรมนั้นๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้

รองนายกฯ ยังได้ยกตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) เช่น การผลักดันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสู่ตลาด (Lab to Market) หรือ Deeptech Startup ซึ่งมักติดหล่มระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และความกลัวต่อการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ ทำให้มหาวิทยาลัยไม่กล้าลงทุนในนวัตกรรมของตนเอง ทั้งที่หากมหาวิทยาลัยสามารถตั้ง Holding Company และลงทุนใน Startup จนเติบโตเป็นยูนิคอร์นได้ ผลตอบแทนที่กลับมาอาจมากพอที่จะช่วยอุดหนุนค่าเทอมให้นักศึกษาเรียนฟรีได้ด้วยซ้ำ การปลดล็อกกติกาเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล
ช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบหมายบทบาทสำคัญให้สำนักงาน ป.ย.ป. ทำหน้าที่เป็น System Integrator หรือผู้ประสานระบบเชิงยุทธศาสตร์ คอยแก้ปัญหาที่มีเจ้าภาพหลายหน่วยงาน และที่สำคัญที่สุดคือการสถาปนา ป.ย.ป. ให้เป็น “Institutional Memory of Reform” (ความทรงจำแห่งการปฏิรูปขององค์กร)
“กฎหมายไม่ใช่จำเลย แต่กระบวนการต่างหากที่เราต้องทำให้เร็ว ป.ย.ป. ต้องยืนหยัดเป็นความทรงจำให้คนไทย เป็นหน่วยงานกลางที่สร้างความต่อเนื่องของการปฏิรูป แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนวาระไป แต่ระเบียบวาระการแก้ไขปัญหาของประเทศต้องถูกสานต่อจนสำเร็จ” รองนายกฯกล่าวทิ้งท้าย พร้อมเสนอให้เปิดกว้างนำเทคโนโลยี (LawTech / AI) จากภาคเอกชนมาช่วยลดภาระขั้นตอนของรัฐ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง



















