โพลชี้คนไทย56.97%ห่วงความปลอดภัย หลังหลายประเทศแนะ‘ตุนเสบียงฉุกเฉิน’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ผลสำรวจประชาชนทั่วประเทศพบ กังวลภัยไซเบอร์-ระบบสาธารณูปโภคล่มมากที่สุด ขณะที่ 57.14% ค่อนข้างมั่นใจรับมือเหตุฉุกเฉินได้ใน 72 ชั่วโมงแรก จี้รัฐเตรียมแผนสำรองระบบสื่อสารและอินเทอร์เน็ต

เมื่อวันที่ 8 พ.ย.69 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉิน” จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,183 คน ทั้งการสำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 3-6 พ.ย.69 พบว่า กระแสข่าวที่หลายประเทศออกมาแนะนำให้ประชาชนเตรียมเสบียงและกระเป๋าฉุกเฉินสำหรับดำรงชีวิตในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ส่งผลให้ประชาชนร้อยละ 56.97 รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองและคนในครอบครัว

เมื่อสอบถามถึงความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจเผชิญ พบว่า ประชาชนมองว่าภัยไซเบอร์ เช่น ระบบธนาคารหรือการสแกนจ่ายเงินล่ม รวมถึงข้อมูลรั่วไหล เป็นความเสี่ยงมากที่สุด ร้อยละ 62.55 รองลงมาคือระบบสาธารณูปโภคล่ม ร้อยละ 62.05 ส่วนเหตุฉุกเฉินที่ประชาชนกังวลมากที่สุด ได้แก่ ไฟฟ้าดับและน้ำประปาไม่ไหล ร้อยละ 29.16

ขณะที่ความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินช่วง 72 ชั่วโมงแรก พบว่า ประชาชนร้อยละ 57.14 ค่อนข้างมั่นใจว่าตนเองและครอบครัวจะสามารถรับมือได้ ส่วนสิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐดำเนินการมากที่สุด คือการเตรียมแผนสำรองกรณีระบบสื่อสารหรืออินเทอร์เน็ตขัดข้องและไม่สามารถใช้งานได้ ร้อยละ 62.47

ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะย้ำให้ประชาชน “ตระหนักแต่ไม่ตระหนก” แต่การที่หลายประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินไปในทิศทางเดียวกัน ย่อมส่งผลให้เกิดความกังวลในสังคม

ทั้งนี้ ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนั้น รัฐบาลควรสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความเสี่ยง สิ่งที่จำเป็นต้องเตรียมพร้อม ตลอดจนมาตรการรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการยืนยันเพียงว่าสถานการณ์ไม่น่ากังวล เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม

ขณะที่ ดร.มณฑล สุวรรณประภา ประธานหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยรับรู้และมีความกังวลเกี่ยวกับการเตรียมเสบียงสำหรับเหตุฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง แต่การรับรู้ดังกล่าวยังไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นการเตรียมความพร้อมในทางปฏิบัติอย่างทั่วถึง

ภาครัฐจึงควรส่งเสริมทักษะการรับมือเหตุฉุกเฉิน การตรวจสอบข่าวสาร และการแยกแยะข้อมูลจริงออกจากข้อมูลเท็จ โดยการที่ประชาชนมองว่าภัยไซเบอร์เป็นความเสี่ยงสูง อาจได้รับอิทธิพลจากกระแสข่าวต่างประเทศ ขณะที่ความกังวลเรื่องไฟฟ้าดับ น้ำประปาไม่ไหล และอินเทอร์เน็ตขัดข้อง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันโดยตรง

แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะค่อนข้างมั่นใจว่าสามารถรับมือเหตุฉุกเฉินได้ แต่ระดับความพร้อมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนห่างไกลหรือพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการรับความช่วยเหลือและเข้าถึงบริการพื้นฐาน

ดร.มณฑล กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยควรนำพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 มาใช้เป็นกรอบในการเชื่อมโยงข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่ แผนรับมือเหตุฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง การกำหนดบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบสื่อสารสำรอง และศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ควบคู่กับการจัดฝึกซ้อมแผน การกำหนดตัวชี้วัด และการทบทวนบทเรียนหลังเกิดเหตุ เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีเอกภาพ และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img