“จตุพร” ทำนายการเมืองปี 68 ชะตากรรมบ้านเมืองส่อเข้ามุมอับ “สงครามกลางเมือง” พร้อมระอุตลอด เหตุ “ความสัมพันธ์ทางอำนาจ” ระแวงกัน เชื่อกรณีทวงฟื้นคดีเสื้อแดง เป็นสัญญาณล่อลวง ปลุกให้มาค้ำยันการเมืองอีกรอบ ชี้ทะแม่งๆ “ทักษิณ-อันวาร์” พบกันกลางทะเล ทำลับล่อแอบไปคุยกัน แทบไม่เหลือศักดิ์ศรี “ที่ปรึกษาใหญ่”
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์ส่งท้ายปี 2567 ระบุว่า ในปี 2568 บ้านเมืองอาจเข้าสู่มุมอับ สงครามการเมืองในประเทศพร้อมระอุเดือดขึ้นได้ทุกเวลา เพราะพรรคการเมืองซุกของร้อน และเอาแต่ได้ในโครงการผลประโยชน์ จะยิ่งทำให้เสถียรภาพพรรคร่วมคลอนแคลนแล้วพังครืนทลายลง
นายจตุพร กล่าวถึงการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทใน 4 จังหวัดกับ 1 อำเภอ จาก 71 จังหวัดว่า ทำให้ราคาสินค้าพุ่งขึ้นไปรอก่อน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ควรอธิบายกับประชาชน เพราะการขึ้นราคาสินค้าหมวดอาหารการกินแบบพรวดพราด ทำให้เศรษฐกิจปากท้องเดือดร้อนรุนแรงสาหัส เช่น น้ำมันพืชขึ้นกว่า 10 บาท ดังนั้นขึ้นค่าแรงวันละ 400 บาท ย่อมไม่มีความหมายอะไรต่อชีวิตคนทำงานรายเดือน
นายจตุพร เชื่อว่า ช่วงหยุดยาวปีใหม่นี้ ประชาชนจะกลับต่างจังหวัดน้อยลง แต่จะอยู่ กทม.มากกว่าทุกปี เพราะคาดกันว่า ในปี 2568 ภาวะเศรษฐกิจจะทรุดหนักยิ่งขึ้น ส่วนคำอวดอ้างของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและผู้นำเบื้องหลัง ที่พยายามประโคมว่า เศรษฐกิจจะฟื้นดีขึ้น เป็นเพียงคำพูดปากเปล่าเท่านั้น ส่วนความสำเร็จอาจยากที่จะเป็นจริง
“มีการพูดว่า การทำเศรษฐกิจสำเร็จนั้น ต้องเป็นความสำเร็จทางการเมืองนำหน้า ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง คือต้องชนะทางการเมืองก่อน เมื่อการเมืองเสีย ก็ทำให้หลายเรื่องเป็นปัญหาไปด้วย”นายจตุพร กล่าว
นายจตุพร ยังกล่าวถึงคดีคนเสื้อแดงว่า ตนได้ทำทุกอย่างไปหมดแล้ว เท่าที่พอจะทำได้ แต่ฝ่ายถูกปราบจะทำอะไรพวกปราบปรามได้ยาก จึงทำให้เสื้อแดงติดคุกกันระนาว ส่วนพรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ ประกาศตั้งรัฐบาลในร้อยวันแรก จะให้ผู้เสียหายจากสลายการชุมนุม ไม่ว่าเป็นคดีฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาเล็งเห็นผล สามารถฟ้องตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เอง แต่ถึงขณะนี้ยังไม่เป็นจริง สิ่งสำคัญ เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอกฎหมายให้ประชาชนฟ้องคดีโดยตรงเข้าสภา แต่ก่อนนายทักษิณ ชินวัตร จะออกจาก รพ.ตำรวจ เพียงหนึ่งวัน ก็ถอนร่างกฎหมายฉบับนี้กลับมา โดยอ้างนำมาแก่ไขใหม่ กระทั่งกฎหมายนี้ยังไม่ส่งกลับสู่สภาเลย แล้ววันนี้ตามที่ปรากฎข่าว มีการยื่นต่อดีเอสไอให้เร่งสำนวน พลิกศพที่เหลือในคดีการสลายการชุมนุมขึ้นมาใหม่อีก
“ภาพคนเสื้อแดงเป็นชะตากรรมที่น่าเห็นใจ เพราะถูกนำมาใช้ทางการเมือง ซึ่งภาพ “คนตาย” ก็ใช้อีกอย่าง ส่วน “คนเป็น” ก็ใช้อีกอย่าง แต่ต้องไม่ลืมว่า การเดินทางกลับมาของนายทักษิณ ก็มาในวันที่พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ มีนายวิษณุ เครืองาม เป็นรักษาการ รมว.ยุติธรรม แล้วยังตั้งรัฐบาลข้ามขั้วแบบผิดปกติ โดยอาศัย สว.152 เสียง มาโหวตให้นายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ แล้วเรื่องราวของคนเสื้อแดงที่เคยสัญญาไว้ซึ่งเงียบหายไป กลับมาเคลื่อนไหวกันอีก”นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ในทางการเมืองย่อมบ่งชี้ว่า การฟื้นคดีของคนเสื้อแดง เป็นไปได้ยาก ยังถูกนำมาใช้หาเสียงเลือกตั้ง เพื่อตามคนเสื้อแดงกลับบ้าน โดยสัญญาว่า 100 วันแรกเป็นรัฐบาล สามารถฟ้องตรงกับศาลฎีกานักการเมืองได้ แต่กลับถอนกฎหมายออกจากสภา และวันนี้กลับมายื่นร้องกันใหม่
“ผมมองอย่างคนการเมืองเห็นว่า “ความสัมพันธ์ทางอำนาจ” ทุกอย่างมันชักจะไม่ลงเอยกัน จึงต้องนำเรื่อง “คนเสื้อแดง” มายื่นกันใหม่ ความจริงถ้านำกฎหมายเดิม ที่เป็นคำมั่นสัญญาเคยหาเสียงไว้ ซึ่งเป็นของจริง ย่อมเดินหน้าต่อไปได้ แต่การมายื่นตามคดีกันใหม่นั้น ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ มันยากมากอยู่แล้ว” นายจตุพร กล่าวและว่า สิ่งหนึ่งที่เราแลเห็น คือร่องรอยสัมพันธ์ของ “คนเอาทักษิณกลับมา” กับ “ตัวทักษิณ” เข้าข่ายน่าสงสัย เพราะกฎหมายยังยอมถอนได้ อีกอย่างเรื่องราวต่างๆ ทั้งเกี่ยวกับคนเสื้อแดง แทบไม่มีการพูดถึง แม้แต่การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ที่ไม่สนใจความรู้สึกคนเสื้อแดง แล้วมาวันนี้ ยังเล่นบทนำคนเสื้อแดงกลับมาอีกแล้ว
“ดังนั้น เรื่องนี้ต้องตามทางการเมือง โดยเฉพาะในการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจ เพราะอาจหัวคะมำ คิดไม่ถึงกันก็ได้ อยู่ดีๆ ไม่มีใครเคลื่อนไหวพรวดพราดหรอก แม้แต่กฎหมายยังยอมถอน ยอมเสียคน แล้วยังมายื่นคดีคนเสื้อแดงในสถานการณ์แบบนี้อีก ถึงจะไปในส่วนตัวก็ตาม ดังนั้นเราต้องมองลึกให้มากกว่านั้น ถ้ามองแบบสถานการณ์ทั่วไปคงคิดแค่เป็นเรื่องปกติ”นายจตุพร กล่าวย้ำ
ส่วนภาพข่าวนายทักษิณพบกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯมาเลเซียนั้น แม้จะพบกันกลางทะเลในพื้นที่หมู่เกาะหลีเป๊ะ อยู่ใกล้เกาะลังกาวีในระยะนั่งเรือไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงกัน แต่มีอย่างหนึ่งคือ นายทักษิณไม่ได้ไปตามกำหนดการเดิมที่นายกฯมาเลเซียนัดที่เกาะลังกาวี ดังนั้นย่อมรู้ได้ว่า การออกนอกประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับบุคคลที่มีประวัติการหลบหนีคดียาวนาน
นายจตุพร กล่าวอีกว่า ถ้านายอันวาร์ ต้องการปรึกษากับนายทักษิณแล้ว ควรเดินทางมายังประเทศไทยคงสะดวกกว่า โดยไม่จำเป็นต้องนั่งเรือไปพบกันกลางทะเล ถึงขนาดนั้นหรือเปล่า นอกจากนี้คนในมาเลเซียยังงงกันว่า ทำไมตั้งคนที่มีปัญหาด้านกฎหมาย เคยหลบหนีคดีทุจริต แล้วยังโดนคดี ม.112 และอยู่ระหว่างถูกสอบสวน ไม่ย่อมติดคุกสักวันในโทษคดีทุจริตที่ศาลพิพากษาตัดสิน 8 ปีต่อมาลดโทษเหลือ 1 ปี

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า การเคลื่อนไหวอะไรต่างๆ ช่วงระยะหนึ่งปีนั้น จะเห็นร่องรอยชวนสงสัยว่า บัดนี้ปัญหาเริ่มจะเกิดขึ้นแล้ว ยิ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยกรณีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ซึ่งคำวินิจฉัยระบุถึงพฤติการณ์ ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ยังไม่พ้น 1 ปีอย่างเดียว ดังนั้นกรณีนี้อาจลุกลามไปสู่ปัญหาอื่นอีกก็ได้
นายจตุพร ยังอธิบายถึงกรณี ป.ป.ช.ไต่สวนเรื่องการพักรักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจ เป็นการ “ป่วยทิพย์” หรือไม่ว่า มีการ “วิ่งเต้น” เปลี่ยนผู้รับผิดชอบสำนวนจากนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ให้เป็นคนอื่น แต่ถ้านายเอกวิทย์ไม่ยินยอม ก็เปลี่ยนไม่ได้ รวมทั้งภายในของ ป.ป.ช. ยังเละเทะ เอาคนมีปัญหาออกจากราชการ กลับมาทำงานใหม่ ย่อมสวนทางกับหลักยึดมั่นขององค์กร ซึ่งต้องสร้างแบบอย่างในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต
“ปรากฎการณ์ของพี่น่้องคนเสื้อแดง และการเคลื่อนไหวของนายทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวประธานอาเซียนของนายอันวาร์ แต่แอบนัดพบกันที่หมู่เกาะกลางทะเล มันคืออะไร เพราะแทบไม่เหลือสถานะที่ปรึกษาอย่างมีศักดิ์ศรีเอาเลย”นายจตุพร กล่าวย้ำ
นายจตุพร กล่าวว่า ในปีใหม่ 2568 จะมีปัญหามากมายประเดประดังเข้ามา ทั้งกรณีแพทยสภาตรวจสอบจริยธรรมแพทย์รักษานายทักษิณ และกรณี ป.ป.ช.ไต่สวนข้าราชการปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คงจะเร่งกระชับปมขึ้น แต่มีการขัดขวาง เพื่อยื้อการตรวจสอบออกไป ส่วน กกต. ตรวจสอบนายทักษิณครอบงำพรรคการเมืองเริ่มขยับปัญหาเข้ามาเรื่อยๆ ดังนั้น ทุกเรื่องราวจะถูกเร่งเกมในช่วงต้นปี 2568 ปัญหาว่า จะลากไปได้นานขนาดไหน แต่กรณีหันกลับมาเดินงานการปราบปรามคนเสื้อแดง จึงสะท้อนสงสัยว่า ปัญหาได้ก่อตัวพุ่งใส่นายทักษิณเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น
“ถ้ายังคิดสู้ตามสูตรเดิมก็เป็นปัญหา เพราะการคิดสู้ ย่อมเห็นปลายทางอยู่แล้วว่า ในวันที่มีอำนาจใหญ่กว่านี้ ยังสู้ไม่ได้ สิ่งสำคัญการประกาศขออนุญาตกลับมาเลี้ยงหลานนั้น หากติดคุกจริง แล้วทุกอย่างจะเข้าสู่ปกติสุข แต่เมื่อไม่ปฎิบัติตามหลักที่ควรปฏิบัติแล้ว จึงนำพาไปสู่ปัญหาทุกเรื่องราว” นายจตุพร กล่าวพร้อมกับเชื่อว่า “สงครามการเมืองในประเทศ” ในวันข้างหน้าพร้อมระอุได้ตลอดเวลา ทั้งการจะเอาเรื่องบ่อนกาสิโนให้ได้ โดยเร่งนำกฎหมายเข้าสภา ก็จะเป็นปัญหา รวมถึงเรื่องไทยกับกัมพูชาก็ไม่ง่าย ยิ่งมีข่าวแว่วจะเปลี่ยน รมว.กลาโหม โดยจะเอาคนช็อกโลกและน่าตกใจ มาเป็นแทนนายภูมิธรรม เวชยชัย ดังนั้นสถานการณ์แบบนี้ จึงทำให้ไม่มั่นใจและแสดงถึงความไม่มั่นคงของเสถียรภาพรัฐบาล โดยปัญหาทุกอย่างเกิดจากการแสดงบทบาทของตัวพ่อนายกฯทั้งสิ้น

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ทางการเมืองจะเริ่มเข้าสู่ “มุมอับ” อีกรอบ เพราะโครงการของร้อนแต่ละชิ้น งานมีการซุกความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันไว้ ทั้งบ่อนกาสิโน การให้ต่างชาติเช่าแผ่นดิน 99 ปี การเปลี่ยนระบบเงินตราของประเทศ รวมถึงผลักดันกฎหมายขนส่งทางราง เอื้อให้ที่ดินสองข้างทางเป็นของเอกชน ความต้องการที่ซุกซ่อนไว้เหล่านี้ ล้วนทำให้พรรคเพื่อไทยมีปัญหาทั้งสิ้น
“การนำนายทักษิณกลับมา ทำให้บ้านเมืองต้องแลกกับความอยุติธรรม และยังทำลายกระบวนการยุติธรรมจนยับเยิน ยิ่งมีการเชียร์ให้ประเทศเข้าสู่แหล่งอบายมุข ย่อมนำบ้านเมืองเข้ามุมอับเร็วขึ้น เพราะประเทศจะมากด้วยปัญหาอาชญากรรมและวัฒนธรรมเสื่อมทรุด ส่วนภาคประชาชนนั้น คาดว่ายังไม่เร่งรีบลงถนน โดยทุกส่วนคงเน้นเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอึดอัด แล้วใครจะอดทนต่อความเสียหายของชาติบ้านเมืองได้ ถ้าบางหน่วยงานมีอามีสบังตา แลกกับความฉิบหายของบ้านเมือง คงจะได้รู้กัน แม้นายทักษิณบอกว่า ไม่หมูอีกแล้ว แต่ภาคประชาชนก็ไม่หมูเช่นกัน และเราก็ไม่หวังจะเดินลงถนน จนไปถึงจุดที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันอีก”นายจตุพร กล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตาม หวังว่า ในปี 2568 จะได้เห็นการทำหน้าที่ของแต่ละองค์กร ที่ไม่มีโรคแทรกแซง มาล้มสำนวนตรวจสอบ หวังให้มีความดีเข้าไปสกัดความชั่วได้ อีกอย่างการวิจารณ์ทุกสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย เรายังดำเนินอยู่ปกติ แต่ต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะรู้ว่า เขาทำรุนแรงอะไรได้บ้าง
“นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ บอกว่า ความกลัวทำให้เสื่อม แต่ความเสื่อมก็ทำให้กลัว ดังนั้นยิ่งกลัวยิ่งตาย ยิ่งไร้เกียรติ เราต้องไม่อยู่ด้วยบริบทแห่งความกลัว และเชื่อว่า ประเทศจะพัฒนาได้ต้องได้นักการเมืองไม่ทุจริตฉ้อฉล รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้กับประชาชน”นายจตุพร กล่าว