วันเสาร์, มีนาคม 1, 2025
หน้าแรกHighlight‘นักวิชาการ’ตั้ง7ข้อสังเกตส่งอุยกูร์คืนจีน ซัด‘รัฐบาล’ทำภาพลักษณ์ไทย‘พังพินาศ’
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

‘นักวิชาการ’ตั้ง7ข้อสังเกตส่งอุยกูร์คืนจีน ซัด‘รัฐบาล’ทำภาพลักษณ์ไทย‘พังพินาศ’

“นักวิชาการอิสระ” ตั้ง 7 ข้อสังเกต กรณีไทยส่ง “อุยกูร์” กลับจีน ทำภาพลักษณ์ไทยพังพินาศ ซัดรัฐบาลเพื่อไทยกุลีกุจอเอาใจจีนเป็นพิเศษ ไม่ต่างจาก “ยุคประยุทธ์”

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.68 น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีทางการไทยส่งชาวอุยกูร์ 40 คน กลับประเทศจีนว่า ยังไม่รู้จะตกใจอะไรมากกว่ากัน ระหว่างการแถลงของรัฐบาลเรื่องการแอบส่งตัวผู้ลี้ภัยอุยกูร์กลับจีน กับคอมเม้นท์ของคนไทยจำนวนมาก ที่ดูเหมือนไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมในรอบ 10 ปีนี้เลย แต่ในฐานะที่ทำวิจัยในประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สอนภาคธุรกิจเรื่องการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านมาหลายปี อยากบันทึกความเห็นของตัวเองต่อกรณีนี้สักเล็กน้อย และชวนแลกเปลี่ยนกันนะคะ

(อันนี้คือ พยายามคิดแบบ realpolitik ที่ดูจะเป็นแฟชั่นสมัยนี้แล้ว ไม่พูดเรื่องหลักการ มนุษยธรรม จริยธรรมใดๆ แม้จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญมากก็ตาม)

1.ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจอย่าง จีน รัสเซีย อเมริกา ที่จะอวดเบ่งหรือทำอะไรๆ ที่ค้านสายตาชาวโลกโดยไม่ต้องแคร์ข้อครหาได้

2.ข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนฉบับต่างๆ เปรียบเสมือน “เกราะป้องกัน” และ “หลังพิง” ที่ไทยใช้อ้างเพื่อปกป้องตัวเองจากการคุกคามของประเทศที่ใหญ่กว่าได้ (ข้อตกลงเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า)

3.การทำตามข้อตกลงเหล่านี้ + แสดงตัวว่าเคารพในปทัสถานโลก หรือทำตัวเป็นผู้นำโลกในเรื่องนี้ สามารถเป็น “เครื่องมือ” สร้างอำนาจต่อรองแบบ soft power (อำนาจโน้มนำให้ประเทศอื่นเกรงใจและทำตามความต้องการ) สำหรับประเทศเล็กๆ อย่างไทยได้ (ดูตัวอย่างประเทศอย่าง นอร์เวย์ สวีเดน เนเธอร์แลนด์)

พูดอีกมุมก็คือ ประเทศเล็กๆ ไม่ว่าจะพยายามขาย “สินค้าทางวัฒนธรรม” แค่ไหนก็ตาม ลำพังยอดขายเหล่านั้นก็ไม่มีทางสร้าง soft power ได้ ถ้าไม่ยึดมั่นในปทัสถานที่ประชาคมโลกตกลงร่วมกัน (ซึ่งเป็นประโยชน์กับตัวเองด้วย)

4.มีเสียงด่ารัฐบาลประยุทธ์มากมายเกือบ 10 ปี ว่าเป็นเผด็จการ ไม่แยแสเรื่องสิทธิมนุษยชน คุกคามคนในชาติตัวเอง เป็นลูกไล่จีน ฯลฯ รัฐบาลเพื่อไทยในฐานะรัฐบาลชุดแรกที่มาจากฝั่ง “ประชาธิปไตย” หลังรัฐบาลทหาร ก็เคยประณามรัฐบาลทหารในประเด็นเหล่านี้อย่างรุนแรง

5.สิ่งที่ไทยทำในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เช่น การออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานอุ้มหาย การเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกต่อชาวโลกว่า ไทยพร้อมแล้วที่จะกลับสู่วิถีประชาธิปไตย กลับมาเป็นสมาชิกประชาคมโลก เดินตามปทัสถานโลก ดังนั้นชาวโลกจงกลับมาเชื่อถือไทยเถอะนะ กลับมาลงทุนหน่อยนะ ฯลฯ

6.การแอบส่งตัวผู้ลี้ภัยอุยกูร์กลับจีนรอบนี้ (แถมรัฐบาลจีนยืนยันก่อนรัฐบาลไทยอีกว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ) ทำให้สิ่งที่ไทยพยายามสร้าง ความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่พยายามกอบกู้ในข้อ 5. “พังพินาศ” อย่างสิ้นเชิง

7.นักวิชาการบางคนมองว่า การส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับจีนรอบนี้คือ “เงื่อนไข” ที่ไทยจำเป็นต้องรับ เพื่อ “แลก” กับการที่จีนเข้ามาปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนตัวไม่เห็นเบาะแสของเรื่องนี้เลย และมันก็ฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผล เพราะจีนมีแรงจูงใจเต็มเปี่ยมอยู่แล้วที่จะจัดการกับแก๊งคอล เพราะมีดาราและประชาชนตัวเองจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ + “จีนเทา” ทำให้ภาพลักษณ์จีนตกต่ำ แถมปกติรัฐบาลไทยก็กุลีกุจอเอาใจจีนอยู่แล้ว (ไม่ต่างจากสมัยประยุทธ์) ไม่เห็นว่าจีนจำเป็นต้องยื่นเงื่อนไขนี้มาแต่อย่างใด

- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img