วันพฤหัสบดี, มีนาคม 27, 2025
หน้าแรกHighlight“บิ๊กอ้วน”เย้ยยำรวมข่าวมาอภิปราย พร้อมสอบปมไอโอย้ำ เดินหน้าปฏิรูปกองทัพ
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“บิ๊กอ้วน”เย้ยยำรวมข่าวมาอภิปราย พร้อมสอบปมไอโอย้ำ เดินหน้าปฏิรูปกองทัพ

“ภูมิธรรม” เย้ยฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องเก่า ยำรวมข้อมูลข่าว แนะเข้าห้องสมุดอาจเจอคำตอบ พร้อมรับตรวจสอบปม ไอโอ หากจริงพร้อมแก้ไข เดินหน้าปฏิรูปกองทัพ ส่วนเรื่องเรือดำน้ำส่งหนังสือถึงเยอรมัน-ปากีสถาน รอคำตอบ ลั่นตัดสินใจแน่บนฐานข้อมูล

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณา เรื่องด่วน ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล วันที่ 2 โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ขึ้นชี้แจงว่า ในการอภิปราย 2 วัน กว่า 30 ชั่วโมง คิดว่าจะมีอะไรใหม่ๆ มีคำเสนอแนะเพื่อให้เรานำไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน แต่ที่ตนนั่งฟังก็เห็นท่านเอาข่าวหนังสือพิมพ์ เอาคำสัมภาษณ์มาโยงผูกกันเป็นเรื่องเป็นราวมากมาย จนไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะส่วนใหญ่ก็ต่อไปแล้วในหน้าหนังสือพิมพ์มาทั้งปี ถ้าจะตอบท่านใหม่ก็ต้องหยิบหน้าหนังสือพิมพ์มาร้อยเรียง มาตอบท่านใหม่เวลาที่เหลืออีกไม่ถึง 10-20 นาที ก็คงตอบไม่ได้

“ผมอยากให้การอภิปราย เป็นเรื่องการหยิบเอาประเด็นต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจะไม่ไว้วางใจจะต้องมีประเด็นใหม่ๆ ที่คิดว่ามันเป็นการทำลายประเทศ หรือไม่มีความเหมาะสมที่จะบริหารประเทศ กรณีที่มาการพูดถึง กระทรวงกลาโหม เรื่องทหาร มีเรื่องราวมาแล้วแต่ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เก่ามาแล้ว ดังนั้นท่านก็กลับไปที่ห้องสมุดแล้วหยิบหนังสือพิมพ์เหล่านั้นมาดูก็คงมีคำตอบอะไรบ้างอยู่แล้ว” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า กรณีที่พูดถึงการปฏิรูปกองทัพ นั้นเรารู้อยู่แล้วว่าบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปกองทัพต้องเป็นกองทัพที่เหมาะ กับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ซึ่งตนได้คุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหมด ปลัดกระทรวงกลาโหม และรมช.กลาโหม คุยกันและตกลงกันชัดเจนว่ากองทัพต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากคุยกันมีข้อสรุปออกรายงานมา 1 ฉบับ จะกำหนดทิศทางกองทัพจากปี 2569-2580 ทั้งนี้ยอมรับว่าการพัฒนากองทัพที่ผ่านมา แต่ละเหล่าทัพต่างคนต่างพัฒนา อาจไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างกำหนดกำลังพล กำหนดอาวุธยุทโธปกรณ์ กำหนดทิศทางการเดิน ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม วันนี้ทหารเป็นทหารสมัยใหม่ คิดอะไรไปไกล เพราะทุกคนไปเรียนรู้โลกภายนอกมาพอสมควร ฉะนั้นเขารู้ว่าโลกข้างหน้าเป็นอย่างไร ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร อย่างไรก็ตาม จากที่พูดคุยกันได้สรุปยุทธศาสตร์การเดินไปทิศทางเดียวกันควรเป็นอย่างไร อาวุธุธยุทโธปกรณ์ควรวางน้ำหนักที่ตรงไหน แต่ละเหล่าทัพส่วนไหนที่สำคัญวางไปก่อน จัดลำดับความต้องการ

ทุกวันนี้ เทคโนโลยีไปไกล สงครามปัจจุบันไม่ใช่ถือดาบรบในทุ่ง แค่กดปุ่มเดียวก็ตายหมด ดังนั้นมีการปรับยุทธศาสตร์ ปรับทิศทางกองทัพ ปรับเทศปรับกำลังพล เปลี่ยนแปลงทางทหาร แต่การยกเลิกการเกณฑ์ทหารอย่างที่ว่านั้น ต้องไม่ลิมว่า เรื่องนี้ทำการมายาวนาน แล้วอยู่ๆ จะยกเลิกทีเดียว อย่างที่ท่านว่า จะคิดง่ายๆ อย่างนั้นไม่ได้ ต้องมาคิดว่ากองทัพมีไว้ทำอะไรบ้าง อย่างน้อยที่สุดถ้าหากมีภัยสงครามเกิดขึ้นมากองทัพต้องปกป้องประเทศชาติได้ ซึ่งตนได้คุยกับเหล่าทัพให้คิดถึงจุดต่ำสุดที่เรามีกำลังพอที่จะรักษาประเทศถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ที่เหลือค่อยๆ มาจัดการ กำกับเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงกันอันนี้อยู่กับความเป็นจริง ไม่ได้อยู่กับความฝันโดยจินตนาการ ย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้จบในวันเดียว

“ท่านบอกว่าถ้ามาเป็นรัฐบาลแล้วปรับปรุงกองทัพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร มันไม่ง่ายอย่างที่ท่านคิด เพราะอยู่ๆ ท่านยกเลิกไป แล้วอยู่ๆ มีอะไรเกิดขึ้นในประเทศ แล้วท่านจะจัดการอย่างไร กรุงโรมก็ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวเหมือนกัน การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในกองทัพก็ต้องใช้เวลา ผมคุยกับผู้นำเหล่าทัพผมบอกว่าผมไม่ได้คาดหวังว่าเข้ามาแล้วทุกอย่างเลยเปลี่ยนไปอย่างที่หลายคนเรียกร้อง แต่อย่างน้อยสำนึกที่เห็นว่ามันมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้น เริ่มต้นเมื่อไหร่ มีไทม์ไลน์ที่จะจบ นี่คือการปฏิรูปที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่มีหรอกที่บอกว่าเข้ามาแล้วจะยกเลิกการเกณฑ์ทหารเลย 100% จะพัฒนาลดจำนวนนายพลทำอย่างนั้นไม่ได้”

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่กองทัพต้องมีกำลังพลจำนวนมากและเพิ่มตำแหน่งต่างๆ มากมาย เกิดขึ้นมาตั้งแต่มีสงครามความขัดแย้งภายในประเทศ กองทัพต้องเร่งผลิตกำลังคน นักเรียนนายร้อยแค่ปี 3 ก็ต้องออกไปรบและสูญเสียมากมาย เขาจึงต้องเร่งผลิต ซึ่งปัญหาณขณะนั้นทางกองทัพก็มองว่านั่นคือความมั่นคงของประเทศการที่มีภัยการคุกคาม หรือความแตกต่างที่ต่อสู้กัน ก็ต้องผลิตคนไปสู้ และเมื่อมีการเร่งการผลิตทำให้มีจำนวนเยอะมากขึ้นพอมาถึงวันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลง จึงควรต้องหยุด เพราะสถานการณ์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่กำลังคนที่ผลิตจนล้นมา แล้วท่านหวังว่าจะให้อยู่ๆไล่คนเหล่านั้นออกอย่างนั้น ซึ่งทำไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ เช่น ทำเออรี่รีไทร์ หรือที่คุยกับปลัดฯ กลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพถึงแนวทางการลดนายพล ตัดตอนการเพิ่มจำนวนให้อยู่ในจุดที่พอดีได้อย่างไร ซึ่งตั้งแต่ที่ตนเข้ารับตำแหน่งจนถึงวันนี้มีการเออรี่ฯ ไปแล้ว 589 อัตรา ซึ่งเป็นอัตราทดแทน ส่วนการเกณฑ์ทหารก็ใช้เรื่องการชักชวน

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ส่วน เรื่องเรือดำน้ำ ท่านต้อง ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่ตกค้างมาจากคนอื่นๆรัฐบาลนี้เข้ามาแบกรับปัญหา เราไม่เคยปฏิเสธเราจะแก้ปัญหา ซึ่งตนได้ทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีกลาโหมเยอรว่าเรือดำน้ำที่มีปัญหาเครื่องยนต์ทำไม่ได้นั้น ตนขอซื้อได้หรือไม่ แล้วจะหาคนมาติดตั้งแทน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รับคำตอบจากทางเยอรมัน แต่ได้คุยกับทางทูตและตัวแทนแล้วว่าจะไปคุยกันต่อ รวมถึงได้ทำหนังสือถึงทางากรปากีสถานเพื่อขอให้ช่วยทำรายประเมินกรณีการนำเรือดำน้ำที่คิดเครื่องยนต์จีนเหมือนที่ไทยกำลังจะซื้อด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการรอคำตอบซึ่งไม่ง่าย ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าตัดสินใจ แต่ตนจะติดสินใจอีกไม่นาน โดยมีเหตุมีผลรองรับและจะอธิบายกับทุกคนทั้งหมด

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องไอโอ ขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้ หรือพวกเราทั้งหมดที่ทำงานบริหารประเทศอยู่นั้น ไม่มีนโยบายแบบที่ท่านได้กล่าวมา ตนก็เพิ่งรับทราบจากท่าน ซึ่งยอมรับว่าตนอาจจะไม่ได้กว้างขวางเท่าพวกท่าน แต่จะรับไปดำเนินการสืบสวนสอบสวนในเรื่องนี้ให้ชัดขึ้น จากเป็นจริงก็จะหาหนทางในการแก้ไข แต่ก็พูดยากเพราะตนนั่งฟังท่านมา พบว่ามีความสับสนในข้อมูลเยอะ หลายเรื่องเป็นเรื่องเก่า หลายเรื่องเป็นเรื่องไม่จริง จึงขอรับฟังแล้วนำไปตรวจสอบอีกครั้ง จะให้เชื่อเลยคงเป็นไปได้ยาก เพราะผมก็ประสบด้วยตัวเองว่ามีปัญหา

อยากอยากให้ท่านทั้งหลายในใจกว้าง เพราะทั้งหมดที่ฟังมาล้วนแต่เอาเรื่องในอดีต เอาเรื่องของคนอื่น หลายเรื่องนายกรัฐมนตรีแพทองธารยังไม่ได้เป็นนายกฯ เพิ่งมาเป็นไม่กี่เดือนนี้ เวลาท่านอภิปรายไปถึงต้นเหตุทั้งหมด มันเป็นปัญหา จริงๆ ผมได้เปิดให้ ทุกท่านไปได้ที่กระทรวงกลาโหม ซึ่งทั้งนายวิโรจน์ ลักขณาอดิสรณ์ ซึ่งได้พานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ น.ส.พรรณิการ์ ช่อวาณิช ไปพบตนเป็นเวลา 2 ชั่วโมง และขยายเวลาต่อให้อีกต่อถึงเกือบ 3 ชั่วโมง ก็ยังคุยไม่จบเพราะท่านไม่บริหารเวลา จนตนไม่สามารถต่อให้ได้แล้ว เพราะทุกคนมีเรื่องที่ต้องทำ ดังนั้นจะบอกว่ากองทัพ เป็นที่เข้าไม่ได้จริงไม่จริง เพราะนายธนาธรเข้ามาแล้ว นายวิโรจน์เข้าไปแล้ว น.ส.เบญจาเข้ามาแล้วหลายๆ คนเข้ามาแล้ว และเจอกันที่กองทัพกระทรวงกลาโหมเปิดต้อนรับท่านตลอดในการพูดคุยกัน

“ดังนั้นทั้งหมดที่ท่านกล่าวมา อันไหนที่เป็นปัญหาผมจะรับมาพิจารณาหาทางแก้ไข แต่อันไหนที่ไม่ใช่เรื่องที่มีสาระสำคัญจริงๆ อันไหนที่เป็นวาทกรรม อันไหนที่เป็นการแสดง คิดว่าก็จะปล่อยผ่านไป ไม่ให้เป็นเรื่องที่มาประสบปัญหาร่วมกัน ขอบคุณทุกอย่างที่ท่านนำเสนอมา อะไรที่แก้ได้ก็จะแก้ติดตามผมได้หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ”นายภูมิธรามกล่าว.

- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img