สภาฯ รับหลักการแก้ไขร่าง “กม.ฟอกเงิน” “โรม” ซัดการแก้ไขทำให้การตรวจสอบอ่อนแอ แนะปรับปรุงรองรับการผลักดันนโยบายเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์-กาสิโน ด้าน “วิทยา” ข้อสังเกต อำนาจ ปปง. สอบ ฮั้วเลือกสว. ส่อโมฆะ เหตุขัดรธน. ขณะที่”ชวน”สนับสนุนแก้ไข โอดถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง”แม่ถ้วน”โดนสอบมาแล้ว คิดว่าลูกเป็นนายกฯแล้วมีเงินเก็บเป็นล้าน
วันที่ 3 เม.ย.2568 เวลา 10.40 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ เพื่อเร่งรัดการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ โดยมีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯคนที่1 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่..พ.ศ…. และ ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. …. ซึ่ง ครม. เป็นผู้เสนอ โดยนำมาพิจารณาพร้อมกัน เนื่องจากเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกัน
โดย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมให้ข้อสังเกตต่อเนื้อหาของร่างกฎหมายที่พบปัญหาหลายส่วน ว่า ไม่ทำให้มาตรการนำไปสู่การปราบปรามการฟอกเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีคำถามว่าทำให้มาตรการปราบปรามการฟอกเงินอ่อนแอ เช่น มาตรา 7 (10) แตกต่างจากสาระสำคัญเดิม คือการกำหนดลักษณะความผิดเกี่ยวกับสมาชิกอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือการมีส่วนร่วมองค์กรอาชญากรรมที่กฎหมายกำหนด มาตราดังกล่าวระบุว่าหากมีความผิดตามมูลฐานดังกล่าวใช้มาตรการต่อต้านฟอกเงินได้ทันที แต่ในฉบับใหม่พบว่าข้อหาอั้งยี่อย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นฐานอั้งยี่ที่เป็นเครือข่ายอาชญากรรม ดังนั้นหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการทำผิดข้อหาอั้งยี่ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงเครือข่าย มาตรการต่อต้านการฟอกเงินจะอ่อนแอ
“การเป็นเครือข่ายอาชญากรรมต้องการบุคคล3คนขึ้นไป ขณะที่อั้งยี่ 2 คนขึ้นไป เอาเข้าจริงการออกกฎหมายฉบับดังกล่าวอาจทำให้ ปปง. ทำงานยากและต้องพิสูจน์เพิ่มมากขึ้น เช่น กรณี สว. 100 คนที่จะดำเนินคดีฐานอั้งยี่ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ในแง่ของการเป็นเครือข่ายอาชญากรรม มาตรการต่อต้านการฟอกเงินจะใช้บังคับกับกรณีของสว.ได้ ทำไมกฎหมายใหม่ที่แก้ไขการฟอกเงินทำให้หน่วยงานของรัฐทำงานยาก” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่ มาตรา 16 พบภาคธุรกิจต้องรายงานธุรกรรม พบว่ามีจำนวนน้อยลงและไม่มีการรปรับปรุงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินให้ทันสมัย ทั้งนี้พบว่าปัจจุบันการฟอกเงินมีหลากหลายมิติ เช่น คริปโต การจำหน่ายไฟฟ้า ตนเข้าใจว่าขั้นตอนปรับปรุงกฎหมายทำมานาน แต่เมื่อทำในปัจจุบัน ประชาชนคาดหวังให้ทันต่อสถานการณ์ทำไมถึงไม่กำหนดที่ชัดเจน เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ กระดานเทรดคริปโต ที่ต้องรายงาน ตนมองว่าจำเป็นเพื่อเป็นมาตรการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แม้จะทำได้ดี แต่อาจไม่ยั่งยืน

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่าในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ตนคาดหวังว่าจะเป็นกฎหมายที่รองรับกับนโยบายรัฐบาลที่จะผลักดันเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งทั่วโลกรู้ว่าการทำธุรกิจกาสิโน คือ ปัญหาการฟอกเงินเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งที่รัฐบาลควรอาศัยจังหวะนี้ปรับปรุงกฎหมายให้พร้อมรองรับ แต่ไม่เห็นส่วนใดของกฎหมายที่ทำให้ไทยมีความพร้อมต่อมาตรการที่เข้มแข็งเพื่อรองรับ ดังนั้นการผลักกดันการประกอบธุรกิจกาสิโน หรือเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ รวมถึงการพนันออนไลน์ จะทำให้การฟอกเงินทำได้ง่ายขึ้น
“ร่างกฎหมายนี้แทนที่จะแก้ไขเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ทำให้การฟอกเงินทำได้ไม่ง่าย แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เห็น คือ ความอ่อนแอ มีขั้นตอนยุ่งยาก สิ่งที่ทำได้ผ่านกฎหมายคือ ต่อต้านการฟอกเงินที่คล่องตัว ผมในฐานะ สส.เป็นห่วงเรื่องนี้ที่ไม่มีความพร้อมของกฎหมาย ปัญหาที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจการฟอกเงิน ปัญหาหลายปัญหาที่แก้ไม่จบ ดังนั้นขอฝาก ครม. และกมธ.ฯหลังจากนี้ต้องพิจารณาเพื่อให้มีมาตรการรองรับการเปลี่ยนแแลงที่เกิดขึ้น” นายรังสิมันต์ กล่าว
ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนอับอายที่จะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวโดยเปิดเผย เพราะในขั้นตอนการรับฟังความเห็นของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ไม่พบว่ามีผู้แสดงความเห็นแม้แต่รายเดียว ตนขอสอบถามกรรมกฤษฎีกาคณะพิเศษ รวมถึง ปปง. ถึงเหตุผล และเมื่อไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวจะทำให้มีความสมบูรณ์หรือไม่ และจะทำให้การพิจารณาเป็นโมฆะหรือไม่
ขณะที่นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุน ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า ตัวพ.ร.บ.ปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เกิดขึ้นเมื่อครั้งตนเป็นนายกฯ กฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อเจ้าหน้าที่ในการปราบอาชญากรประเภทหนึ่งที่ก่ออาชญากรรมอีกประเภทหนึ่ง ดังนั้นกฎหมายนี้จึงได้ให้ป้องกันสิ่งที่อาญชากรประเภทนั้นก่อขึ้นให้เป็นประโยชน์ต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ข้อเท็จจริงของกฎหมายนี้แม้จะเป็นประโยขน์ก็จริง แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ตระหนักถึงความรับผิดชอบใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้งคนอื่นก็จะมีปัญหา
“ครอบครัวผมก็เคยเจอปัญหานี้ ฝ่ายการเมืองก็แกล้งตรวจสอบแม่ถ้วน ของผม นึกว่าลูกเป็นนายกฯ คงจะเอาเงินเก็บไว้กับแม่ ก็ให้องค์กรนี้ไปตรวจสอบ ซึ่งก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ผมอยากฝากข้อสังเกตุว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำงานเรื่องนี้จะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือฝ่ายการเมืองที่จะขอให้ไปตรวจสอบคนนั้นคนนี้โดยไม่มีเหตุไม่มีผล ผมอยากให้กฎหมายนี้ได้ใชเประโยชน์ต่อไป และคิดว่าส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมก็จะเป็นประโยชน์ ถ้าเจ้าหน้าที่เองตระหนัก และฝ่ายการเมืองต้องไม่ก่อ แต่บางครั้งเราไม่สามารถที่จะไปสกัดกั้นความคิดฝ่ายการเมืองที่ไปแกล้งคู่แข่งขัน หรือไปแกล้งคนอื่นที่ไม่เห็นดีเห็นชอบกับตนเอง ก็เลยใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์ ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่เป็นคนดี เป็นคนมีศักดิ์ศรี มีเกียรติอย่างเช่นปัจจุบันนี้ ผมว่าท่านก็จะไม่ก่อ แต่บางคนก็กลัวเพราะเป็นความเจริญก้าวหน้าตัวเองก็ยอม”นายชวน กล่าว
นายชวน กล่าวต่อว่า ตนเคยสอบถามว่าทำไปถึงไปตรวจแม่ตน เขาก็ยอมรับว่ามีการร้องมา ตนก็บกว่าไม่ใช่ร้องมาแต่เขาสั่ง ท่านก็อายเหมือนกัน แต่ท่านก็ยอมรับว่ามันไม่มีอะไร แม่ก็มีเงินเท่านั้นเอง ไม่ได้มีเงินล้านเก็บอย่างที่เขาคาดหมายว่าจะเป็น จึงขอฝากเป็นข้อสังเกตุไม่เฉพาะฝ่ายการเมือง แต่เจ้าหน้าที่ทุกระดับที่ทำหน้าท่ดูแลกฎหมายนี้อยู่ ขอได้โปรดยึดความถูกต้องชอบธรรมจะทำให้ตัวท่านเองปลอดภัย และกฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประเทศชาติ บ้านเมือง
จากนั้นนายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. ชี้แจง ต่อประเด็นซักถามว่าการรับฟังที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีผู้แสดงความเห็นทางออนไลน์นั้น จะรับไปปรับปรุงในอนาคต ทั้งนี้ในขั้นตอนการรับฟังความเห็นทางสำนักงานได้ทำออนไซด์ได้เชิญหน่วยงานมาให้ความเห็นและมีหน่วยงานที่ทำหนังสือเป็นข้อสังเกตมายัง ปปง.ด้วย ขณะที่ประเด็นการตรวจสอบการฟอกเงินปัจจุบันได้ทำผ่านกรรมการธุรกรรม หากไม่มอบหมายเจ้าหน้าที่ ปปง.จะไปตรวจค้นไม่ได้ ซึ่งได้ปรับปรุงในปี2551
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงหนึ่ง นายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งคำถามต่ออำนาจของ ปปง. ต่อการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สส. และ การได้มาซึ่ง สว. ที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ได้ยืมอำนาจของ ปปง.ดำเนินการซึ่งส่อว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามตนเห็นด้วยต่อการให้อำนาจ ปปง. ดำเนินการแทน กกต. เพราะอำนาจของ กกต.ที่กำกับการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมนั้นเป็นเป็ดง่อย ทั้งนี้ต้องหารือเพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ และเสี่ยงจะถูกฟ้องร้อง“เมื่อไม่ขอแก้ไข คดีสว. ปปง.สอบได้ถูกต้องหรือไม่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอำนาจที่ทำแทนกกต.ตอนนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ” นายวิทยา กล่าว
ด้าน ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. ชี้แจงว่า “ถ้ากฎหมายบังคับใช้อยู่ ต้องบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย”
จากนั้นที่ประชุมลงมติโดยเสียงข้างมากรับหลักการ ร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่…) พ.ศ…. ด้วยมติเอกฉันท์ 409 เสียง และตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 31 คนขึ้นมาพิจารณา แปรญัตติจำนวน 15 วัน ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. …. มติของสภาฯ รับหลักการด้วยเสียงข้างมาก จำนวน 408 เสียง และใช้กมธ.วิสามัญชุดเดียวกันพิจารณา