“ซูเปอร์โพล” ระบุหลังซักฟอกประชาชน ร้อยละ 89.8 เข้าใจการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น ร้อยละ 88.9 พูดเรื่องเดิม ๆ ใช้คำพูดเสียดสี หยาบคาย ไม่สร้างสรรค์ ไม่เกิดประโยชน์ ร้อยละ 81.9 เห็นด้วยที่จะปรับคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้สำรวจเรื่อง ศึกอภิปรายฯ ในสายตาประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.8 เข้าใจการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 88.9 ระบุ อภิปรายเรื่องเดิม ๆ ที่รู้อยู่แล้ว ใช้คำพูดเสียดสี หยาบคาย ไม่สร้างสรรค์ ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อประชาชนและประเทศชาติ ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.1 ระบุหลังได้ข้อมูลชี้แจงจากรัฐบาลทำให้เข้าใจและเชื่อมั่นรัฐบาลมากขึ้น
เมื่อถามถึงเรื่องการเมืองในบรรยากาศศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พบว่า ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 98.9 ระบุ พรรคร่วมรัฐบาลบางคนบางกลุ่มต้องการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง รองลงมาคือ ร้อยละ 98.3 ระบุ คนในฝ่ายรัฐบาลไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ต่อรองราคา และสมประโยชน์กัน ร้อยละ 98.2 ระบุ ส.ส.กลุ่มการเมืองใหม่ อภิปรายได้ดี มีเหตุมีผล ไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้คำหยาบคายเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ให้รัฐบาลนำไปปรับปรุงแก้ไข
ที่น่าพิจารณาคือ ก้าวต่อไปของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.6 ระบุนำแนวทางสร้างสรรค์ จาก ส.ส. กลุ่มการเมืองใหม่ไปเร่งแก้วิกฤต ผลิกฟื้นเศรษฐกิจสะสางปัญหาปากท้องของประชาชนและวิกฤตโควิดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 98.3 ระบุปฏิรูประบบราชการ ไม่เอารัฐราชการแบบเก่า ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ร้อยละ 97.7 ระบุ บริหารจัดการวัคซีน จัดหาและกระจายวัคซีนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 96.9 ระบุ ปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ ทำให้คนรับรู้ข้อมูลถูกต้อง รวดเร็วมากขึ้น และร้อยละ 95.4 ระบุ หวังในการเปิดประเทศ ฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นการเร่งด่วน
ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.9 เห็นด้วยต่อการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะต้องการให้ปรับคนไม่มีผลงาน ทำงานไม่ดีไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่โปร่งใสและมีปัญหาภาพลักษณ์ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาของประชาชน เป็นต้น ในขณะที่ ร้อยละ 11.2 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 6.9 ไม่เห็นด้วย เพราะ ปรับไปก็เท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์และอื่น ๆ เป็นต้น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจรัฐบาลมากขึ้นและยังเชื่อมั่นการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขณะที่ส่วนใหญ่เช่นกันต้องการให้รัฐบาลนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปปรับปรุงการทำงานตอบสนองประชาชนในการแก้ปัญหาโควิดให้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เชื่อมโยงระบบการกระจายวัคซีนและดูแลเข้าถึงประชาชนให้ทั่วถึงด้วยความรวดเร็วฉับไว และเร่งแก้วิกฤตเศรษฐกิจฐานรากปลดล็อกทุกกลุ่มครอบคลุมเป้าหมาย
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณายิ่ง คือ ส่วนใหญ่ต้องการให้เร่งปฏิรูประบบราชการโดยผลสำรวจก่อนหน้านี้พบด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเปลี่ยนหัวหน้าส่วนราชการทุกระดับที่ไม่ตอบสนองประชาชนในการปรับย้ายใหญ่ปลายปีและไม่ต้องการให้รัฐบาลบริหารงานแบบรัฐราชการที่ไม่สามารถตอบสนองประชาชนในภาวะวิกฤตทั้งปัจจุบันและอนาคตโดยส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเพิ่มการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วแก่ประชาชนมากขึ้นเหมือนที่ให้ข้อมูลกับสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้
“อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เบื่อหน่ายและไม่พอใจต่อการอภิปรายในสภาฯ ของ ส.ส.บางคนที่ไม่สร้างสรรค์รับไม่ได้กับกลุ่มการเมืองเก่าที่มีพฤติกรรมใส่ร้าย ด่าทอหยาบคายและให้ข้อมูลเท็จ เพื่อหวังผลสร้างความเกลียดชังนำมาซึ่งความเสื่อมถอยของสภาผู้ทรงเกียรติ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งภายในพรรค รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน แม้เป็นเรื่องปกติแต่รับไม่ได้กับการต่อรองที่ติดยึดกับอำนาจผลประโยชน์เฉพาะตนและพวกพ้องโดยไม่เห็นหัวประชาชน ถ้าไม่สยบจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ได้มันอาจจะพังกันทั้งประเทศเพราะเนื้อร้ายหรือหอกข้างแคร่ของรัฐบาลที่ถูกปล่อยไว้ให้กัดกร่อนรัฐบาลและอาจจะลุกลามไปยังเสาหลักของชาติอื่น ๆ ได้” ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว