“ระบบอากง”ตัวฉุดคะแนน“ชัชชาติ” หาก“คู่แข่ง”จี้“จุดอ่อน”อาจลดฮวบ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“เทพไท” มั่นใจ “ระบบอากง” จะเป็นตัวฉุดคะแนน “ชัชชาติ” หลังพบ “เจ้าตัว” รู้สึกหวั่นไหว บอกเป็นแค่วาทกรรม เพื่อโจมตีทางการเมือง ชี้หาก “คู่แข่ง” จี้จุดอ่อนของกระแส “ระบบอากง” การเรียกส่วย การส่งส่วย การเรียกรับผลประโยชน์ และปัญหาการบริหาร กทม. อาจทำคะแนน “ชัชชาติ” ลดฮวบได้

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นเรื่อง “ระบบอากง ฉุดคะแนนชัชชาติ” มีรายละเอียดว่า…“แม้ว่าผลการสำรวจของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ครั้งล่าสุด ได้สำรวจความคิดเห็นของคน กทม. เรื่องโค้งแรก สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.69 ผลปรากฏว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับคะแนนนิยม 67.30% ถือว่านำโด่ง ส่วนคู่แข่งอื่น ๆ ยังไม่มีใครได้คะแนนนิยมเกิน 10% แม้แต่คนเดียว ถ้าให้เซียนการเมืองวิเคราะห์เชื่อว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คงได้รับการเลือกตั้งค่อนข้างแน่นอน

แต่ในทางการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน เพราะขณะนี้มีการเคลื่อนไหวในประเด็นที่แหลมคม และเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน จากกรณีมีการพูดถึง “ระบบอากง” และมีการเปิดโปงถึงการรับส่วย การทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในการบริหารงานกรุงเทพมหานคร ของผู้ว่าฯชัชชาติ จนทำให้เรื่องนี้มีการพูดถึง และขยายผลไปอย่างกว้างขวาง จนนายชัชชาติเองรู้สึกวิตกกังวลและบอกว่า “ระบบอากง” ไม่มีอยู่จริง และมองว่าเป็นเพียงวาทกรรม ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีทางการเมือง แสดงให้เห็นว่า นายชัชชาติมีความรู้สึกหวั่นไหว และได้กำชับให้ทีมงานไม่ควรประมาท เพราะถ้ากระแสการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาละเอียดอ่อนสำหรับคนกรุงเทพฯ จุดติดขึ้นมา อาจทำให้คะแนนนิยมของนายชัชชาติ ตกวูบลงมาได้

เพราะในขณะนี้มีการขยายผล และแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงความเห็นของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.อย่างน้อย 2 คน ที่พูดถึง “ระบบส่วย-ระบบอากง” อย่างเช่น

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาชน ได้พูดถึงระบบส่วยว่า “ต้องยอมรับว่า เรื่องการซื้อตำแหน่งการทุจริตมีมาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งเรื่องเหล่านี้พรรคประชาชนก็ให้ความสำคัญ ต้องใช้เจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ และมีเจตจำนงทางการเมือง รวมถึงมีระบบป้องกันติดตามจับ และเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนได้นำเสนอมาโดยตลอดว่า ใช้ระบบป้องกันด้วยเจตนาอันแน่วแน่ ที่จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ภายใต้การบริหารของตน ปัญหาเหล่านี้พูดได้เลยว่า หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก”

เช่นเดียวกันกับ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นในกรุงเทพมหานคร ว่า “มีข้าราชการ กทม.หลายคนส่งสัญญาณมาถึง พูดว่าไม่มี เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก เขาบอกเองว่า กทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้ที่สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ ที่จะมาหา เพียงแต่ว่าผู้บริหารซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ ก็เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร”

เมื่อผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ทั้ง 2 คนพูดถึงการทุจริตคอรัปชั่นในการบริหารกทม. ว่า “ถ้าหัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” ซึ่งเป็นการพาดพิงไปถึงนายชัชชาติโดยตรง และเชื่อว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นใน กทม. มีมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าจะจับได้หรือไม่ ที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าหากว่าคู่แข่งของนายชัชชาติ ทั้งนายชัยวัฒน์และนายอนุชา พยายามจี้จุดอ่อนให้เห็น และเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ ประกอบกับทั้ง นายคริส โปษยนันท์ และ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เรื่องกระแส “ระบบอากง” การเรียกส่วย การส่งส่วย การเรียกรับผลประโยชน์ และปัญหาที่เป็นจุดอ่อนในการบริหาร กทม.ของนายชัชชาติอีกจำนวนมากจะตามมา ซึ่งอาจทำให้นายชัชชาติ ที่มีเสียงคะแนนนำอย่างขาดลอยเช่นนี้ อาจจะทำให้คะแนนลดลงได้ไม่มากก็น้อย”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img