‘เรืองไกร’ร้อง ป.ป.ช. สอบ ‘สส.ไอซ์ ‘ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง สส.12 ธ.ค. 2568 ส่อฝ่าฝืน พรป. ป.ป.ช. มาตรา 114 หรือไม่
เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 69นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ด้วยการสรรหาสว. เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนว่ามีการยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น อันอาจจะเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ในคำร้องได้สรุปเป็นข้อๆ ดังนี้ ข้อ 1. เว็บไซต์ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวรักชนก กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. วันที่ 12 ธ.ค. 2568แจ้งทรัพย์สินไว้ 6 รายการ รวมมูลค่า 7,160,773.46 บาท แจ้งหนี้สินไว้ 2 รายการ รวมมูลค่า 2,788,279.77 บาท แจ้งรายได้ 1 รายการ คือ เงินเดือน สส. 1,200,000 บาท แจ้งรายจ่าย 5 รายการ รวม 697,380 บาท และแจ้งเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร 340,680 บาท ข้อ 2. ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวรักชนก กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. วันที่ 4 ก.ค. 2566 ซึ่งแจ้งทรัพย์สิน 6 รายการ รวมมูลค่า 5,840,477.67 บาท แจ้งหนี้สินไว้ 2 รายการ รวมมูลค่า 1,814,816.54 บาท แจ้งรายได้ 2 รายการ คือ เงินเดือน สส. 1,362,720 บาท กับเบี้ยประชุม 153,600 บาท แจ้งรายจ่าย 5 รายการ รวม 787,380 บาท และแจ้งเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร 180,000 บาท
ข้อ 3. จากการตรวจสอบถึงความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินตามความใน พรป. ป.ป.ช. มาตรา 110 ประกอบกับรายได้และรายจ่าย และการเสียภาษีเงินได้ ตามความในมาตรา 116 พบข้ออันควรสงสัยจากบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางสาวรักชนก กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ดังนี้ รายได้เงินเดือน สส. 1,200,000 บาท ต่ำกว่าที่เคยแจ้งไว้ที่ 1,320,720 บาท ส่วนรายได้เบี้ยประชุมไม่แจ้ง ทั้งที่เคยแจ้งไว้ครั้งก่อนเป็นเงิน 153,600 บาท นอกจากนี้ รายจ่ายเงินบริจาคพรรคประชาชน 36,000 บาท ขัดแย้งกับรายการเงินบริจาคตามหนังสือที่ ปชน.หญ. 08.0010/2568 ลงวันที่ 9 ต.ค. 2568 ระหว่างวันที่ 1 – 30 ก.ย. 2568 ที่แจ้งต่อ กกต.ว่า ลำดับที่ 15 น.ส.รักชนก บริจาคเงินให้พรรคประชาชน 2 รายการ คือ วันที่ 29 ก.ย. 2568 จำนวน 200,000 บาท และวันที่ 30 ก.ย. 2568 จำนวน 3,000 บาท รายละเอียดประกอบทรัพย์สินอื่น รวม 967 รายการ มูลค่า 355,048 บาท เพิ่มขึ้น 234 รายการ จำนวนเงิน 85,484 บาท ซึ่งทรัพย์สินที่เพิ่มจำนวน 85,484 บาทนั้น ในรายจ่ายไม่มีระบุไว้
ส่วนรายละเอียดประกอบรายการเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น รวม 2 รายการ มูลค่า 1,360,085.53 บาท ประกอบด้วยเงินกู้จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 29 ต.ค.61 จำนวนเงินกู้ตามสัญญา 4,490,000 บาท แสดงยอดหนี้คงเหลือ 1,214,015.53 บาท และเงินกู้จากบริษัท เงินให้ใจ จำกัด ไม่ระบุวัน/เดือน/ปี ที่ทำสัญญา และจำนวนเงินกู้ตามสัญญา แสดงยอดหนี้คงเหลือ 146,070 บาท รายละเอียดประกอบรายการหนี้สินอื่นที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ รวม 2 รายการ มูลค่า 1,428,194.24 บาท ประกอบด้วยเงินกู้ยืม เมื่อวันที่ 8 ต.ค.68 จำนวนเงินกู้ตามสัญญา 1,000,000 บาท แสดงยอดหนี้คงเหลือ 1,009,178.08 บาท และเงินกู้ยืม เมื่อวันที่ 7 ก.พ.68 จำนวนเงินกู้ตามสัญญา 402,000 บาท แสดงยอดหนี้คงเหลือ 419,016.16 บาท รายละเอียดของเอกสารประกอบ ไม่ระบุ จำนวนแผ่นของแต่ละรายการแต่มีการลงลายมือชื่อของผู้ยื่นบัญชีไว้
ข้อ 4. จากการเปรียบเทียบรายการทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย เงินได้พึงประเมิน รายละเอียดของเอกสารประกอบดังกล่าว จึงมีเหตุอันควรสงสัยที่จะขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 เข้าข่ายเป็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินหรือไม่ ดังนี้ รายได้เงินเดือน สส. 1,200,000 บาท เข้าข่ายแจ้งด้วยความเท็จหรือไม่ รายได้เบี้ยประชุม ที่ไม่แจ้ง ทั้งที่เป็นกรรมาธิการในปี 2568 เข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือไม่ รายจ่ายเงินบริจาคพรรคประชาชนเดือนก.ย. 2568 จำนวน 200,000 บาท ที่ไม่แจ้ง เข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือไม่
รายละเอียดประกอบทรัพย์สิน ที่เพิ่มขึ้น 234 รายการ จำนวน 85,484 บาท ที่ไม่มีระบุไว้ในรายจ่าย เข้าข่ายมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินอื่น หรือไม่ รายละเอียดประกอบรายการเงินกู้จากบริษัท เงินให้ใจ จำกัด ที่ไม่ระบุวัน/เดือน/ปี ที่ทำสัญญา และจำนวนเงินกู้ตามสัญญา แสดงยอดหนี้คงเหลือ 146,070 บาท เข้าข่ายมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งหนี้สิน หรือไม่ รายละเอียดประกอบรายการหนี้สินอื่นที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ รวม 2 รายการ มูลค่า 1,428,194.24 บาท ที่แจ้งยอดคงเหลือสูงกว่าหนี้ตามสัญญานั้น ยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากสัญญา มีสาเหตุจากอะไร ผิดปกติ หรือไม่ และรายละเอียดของเอกสารประกอบ ที่ไม่ระบุ จำนวนแผ่นของแต่ละรายการ แต่มีการลงลายมือชื่อของผู้ยื่นบัญชีไว้ เข้าข่ายเป็นการไม่แจ้งรายละเอียดของเอกสารประกอบบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินที่ยื่นให้ครบถ้วนอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 105 หรือไม่
ข้อ 5. ขอให้ ป.ป.ช. ทำการตรวจสอบคำร้องนี้ ตามแนวทางปฏิบัติที่ ป.ป.ช. ในฐานะเป็นผู้ร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น คดีหมายเลขแดงที่ อม.46/2568 ที่พิพากษาไว้ส่วนหนึ่ง ดังนี้ “พิพากษาว่า พ.ต.ท. ว. ผู้ถูกกล่าวหาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไปตามมาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม …”
นายเรืองไกร กล่าวว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ใช่มีเฉพาะแต่กรณีของนางสาวรักชนกเท่านั้น แต่มี สส. ที่พ้นจากตำแหน่งที่ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีแล้วประมาณ 400 ราย (ยังเหลืออีกประมาณ 100 ราย ที่ ป.ป.ช. ยังไม่เปิดเผยบัญชี) รวมทั้งบัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรีแต่ละชุดด้วย ซึ่งแต่ละรายเมื่อเปรียบเทียบบัญชีแล้วมีข้อสังเกตที่ควรตรวจสอบแทบทั้งนั้น ซึ่งจะต้องใช้เวลาตรวจสอบแต่ละคนเพื่อส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป บางรายยื่น ป.ป.ช. ไปแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งให้ทราบ ส่วนจะมีใครที่ถูกร้องไปแล้วบ้าง ก็คงต้องรอดูว่า ป.ป.ช. มีการขอให้ผู้ถูกร้องชี้แจงตามคำร้องแล้ว หรือไม่




















