‘วิลาศ จันทร์พิทักษ์’ เปิดหน้าชน แถลงบัญญัติ 7 ประการ จี้รัฐสภาเร่งส่งหนังสือโนติสไล่บี้เอกชนซ่อมจุดชำรุดมูลค่านับพันล้าน ก่อนหมดสัญญาประกัน แฉยับพฤติกรรมพิรุธ ดึง 5 บริษัทประมูลเหมาช่วง พร้อมเผยมี ‘มือมืด’ ส่งสัญญาณขู่ย้ายข้าราชการตงฉินห้ามสอดรู้สอดเห็น
วันที่ 16 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตสส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) แถลงถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มูลค่าหมื่นล้านบาท ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดสัญญาค้ำประกันความชำรุดบกพร่อง ว่า ตนได้ติดตามและตรวจสอบความบกพร่องของอาคารรัฐสภาแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มก่อสร้างในปี 2552 ซึ่งเป็นปีที่ตนดำรงตำแหน่งประธาน กมธ.ป.ป.ช. โดยเฉพาะในช่วงที่มีการขยายสัญญาก่อสร้าง ขอยืนยันว่าการตรวจสอบทั้งหมดไม่ได้ทำด้วยความอาฆาตมาดร้าย แต่ต้องการให้อาคารที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศมีความสมบูรณ์ที่สุด ปัจจุบันตนได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้วรวม 65 เรื่อง และมั่นใจว่ามีหลักฐานเอาผิดได้ทั้งหมด พร้อมท้าทายว่าหากใครเห็นว่าตนกล่าวเท็จก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ทันที
นายวิลาศ ได้ชำแหละปมพิรุธผ่านบัญญัติ 7 ประการ” 1. วงเงินค้ำประกันผลงานกว่า 1,500 ล้านบาท ในสัญญาก่อสร้างมีเงินประกันรวม 3 ก้อน ประกอบด้วย ก้อนแรก 614 ล้านบาท ก้อนที่สองหักจากการจ่ายเงินงวดต่าง ๆ อีก 5% (ประมาณ 600 ล้านบาท) และก้อนสุดท้ายที่รอจ่ายพร้อมเงินประกันผลงาน ซึ่งคาดว่ารวมกันทั้งหมดแล้วจะไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท
2. บี้สภาฯ เรียกเอกชนซ่อมแซม-ชี้สัญญาประกันยังไม่หมดอายุ ตามสัญญาข้อ 9 ระบุให้มีการค้ำประกันความเสียหายเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งที่ผ่านมาพบจุดชำรุดบกพร่องจำนวนมาก แต่งานกลับผ่านการตรวจรับมอบ ซึ่งตนได้ยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ไปแล้ว ทั้งนี้ รัฐสภาต้องทำหนังสือถึงผู้รับจ้างให้เร่งเข้ามาแก้ไขโดยด่วน ซึ่งหากเอกชนไม่ทำ สภาฯ สามารถจ้างรายอื่นมาดำเนินการแล้วเรียกเก็บเงินจากผู้รับจ้างเดิมได้ โดยระยะเวลาการรับประกันจะต้องนับรวมช่วงเวลาที่ชำรุดจนใช้งานไม่ได้ไปด้วย ดังนั้น ระยะเวลาประกันจึงยังไม่สิ้นสุดลงง่าย ๆ
3. จี้ออกหนังสือกำชับ (Notice) ป้องกัน ม.157 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต้องเร่งรวบรวมความเสียหายและยื่นหนังสือแจ้งเตือน (Notice) ต่อผู้รับจ้างอย่างเป็นทางการโดยเร็วที่สุด หากเพิกเฉยอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากมีจุดที่ก่อสร้างผิดพลาดอยู่เป็นจำนวนมาก 4. พิรุธยัดงบปี 2570 ซ่อมสระน้ำสภา 123 ล้านบาท พบความพยายามจากฝ่ายที่ต้องการเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้าง ด้วยการตั้งงบประมาณแผ่นดินเข้าไปซ่อมแซมในบริเวณที่มีปัญหาทดแทนการบีบให้เอกชนรับผิดชอบ
”วันนี้มีความพยายามที่จะขอตั้งงบประมาณในปี 2570 จำนวน 123 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงสระน้ำของรัฐสภา ซึ่งปัญหานี้จริง ๆ แล้วเกิดมาจากการก่อสร้างที่ผิดแบบไปจากสัญญาตั้งแต่แรก” นายวิลาศ กล่าว
5. ส่อผิดสัญญาข้อ 11 แฉลาก 5 เอกชนร่วม “เหมาช่วง” พบพฤติกรรมที่เข้าข่ายกระทำผิดสัญญาข้อ 11 ในหลายกรณี เช่น การปล่อยให้มีการจ้างเหมาช่วง (Subcontract) โดยมีผู้รับเหมารายย่อยเข้ามาแข่งขันประมูล ซึ่งส่อแววไม่โปร่งใส นอกจากนี้ยังมีเงินค่าควบคุมงานและค่าที่ปรึกษาโครงการอีกกว่า 300 ล้านบาทที่ยังค้างจ่าย ซึ่งสภาฯ ควรรีบสะสางให้ถูกต้อง
6. แฉ “มือมืด” ขู่เด้งข้าราชการตงฉิน ขณะนี้มีขบวนการข่มขู่ข้าราชการประจำที่ทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการอย่างตรงไปตรงมา โดยใช้วิธีส่งคนไปกระซิบเตือนว่า “อย่าไปยุ่งมาก เดี๋ยวจะโดนสั่งย้าย” ตนจึงขอเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว และขอให้ข้าราชการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เลิกพฤติกรรมประจบสอพลอเพื่อรักษาตำแหน่ง หากมีการโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม จะมีการฟ้องร้องสวนกลับจนมีคนติดคุกแน่นอน
7. ลุยร้อง ป.ป.ช. เพิ่มเติม-ท้าฟ้องกลับพิสูจน์ความจริง หลังจากยื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้ว 65 เรื่อง นายวิลาศเตรียมจะยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพิ่มเติมอีกหนึ่งชุด โดยเฉพาะงานก่อสร้างส่วนใดที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทจะถูกยื่นตรวจสอบทั้งหมด ยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจน และหากสภาฯ หรือผู้เกี่ยวข้องไม่ฟ้องร้องตนเพื่อพิสูจน์ความจริง ตนจะเป็นฝ่ายคัดเลือกคดีเด่น ๆ สัก 5 เรื่องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลเอง
นายวิลาศ คาดการณ์ว่ามูลค่าความเสียหายและการซ่อมแซมในส่วนที่ยังไม่เรียบร้อยอาจสูงกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ “ไม้กระดาน” ที่ต้องรื้อเปลี่ยนใหม่ถึง 27,300 แผ่น ซึ่งจากการประสานเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เข้าตรวจสอบ พบว่าในห้องลับบางห้องมีการใช้วัสดุไม่ตรงตามข้อกำหนด (สเปก) สูงถึง 70%
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีการยื่นคำร้องเพื่อเอาผิดเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วกี่คน นายวิลาศ กล่าวว่า น่าจะประมาณ 3 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการก่อสร้าง ยกเว้น นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบัน ที่อาจมีช่องรอดพ้นความผิด เนื่องจากนายศิโรจน์เคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจการจ้าง และเป็นบุคคลที่เคยลงมติ “ไม่ตรวจรับงาน” เกือบทุกครั้ง รวมถึงครั้งที่มีการอ้างว่างานเสร็จสมบูรณ์ 100% ซึ่งมติคณะกรรมการในขณะนั้นไม่เป็นเอกฉันท์ (7 ต่อ 3 เสียง) โดยนายศิโรจน์เป็น 1 ใน 3 เสียงที่โหวตแย้งว่างานยังไม่ครบถ้วน พร้อมบันทึกเหตุผลไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น หากผลการตรวจสอบชี้ว่ากระบวนการรับมอบมิชอบ ฝ่ายเสียงข้างมากต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
”ทราบมาว่ามีการเรียกประชุมข้าราชการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อสั่งการภายในบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลเพื่อสนองความต้องการของใครบางคน ผมอยากฝากถึงข้าราชการว่า ประเทศชาติมีปัญหาเพราะมีข้าราชการส่วนหนึ่งที่ไม่มีเหตุผล ทำอะไรคอยแต่จะสนองตอบอย่างไร้ทิศทาง ถ้าคิดแต่จะเลียตำแหน่งแบบนี้ ควรลาออกจากระบบราชการไทยไปซะ” นายวิลาศ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมท้าทายให้ฝ่ายการเมืองที่อยู่เบื้องหลังเร่งตรวจสอบหากคิดว่าข้อมูลของตนไม่เป็นความจริง



















