“ฝ่ายค้าน” รุมสับกลไกโกง สว. กินรวบประเทศ! เตือน กกต. ระวัง “ติดคุกตอนแก่” จี้ส่งศาลฎีกาฟัน 140 สว.

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เวทีผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชนที่อยุธยาร้อนฉ่า! “ทวี-สุดารัตน์-สาทิตย์-วีระยุทธ” ร่วมชำแหละขบวนการฮั้ว สว. ต้นตอการรวบหัวรวบท้ายกินรวบประเทศ ตอกย้ำกกต. หมดความน่าเชื่อถือหากไม่เร่งส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิสูจน์ พร้อมสะกิดเตือนอย่าใช้อำนาจตามอำเภอใจ เสี่ยงเดินรอยตามอดีต กกต. ที่เคยติดคุกมาแล้ว

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ในงานโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน หัวข้อปัญหาและแนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญและกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ช่วงหนึ่งของการเสวนา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัญหาในประเทศมีมากมายโดยเฉพาะการคอร์รัปชัน มีอยู่ 2 คำที่คนมักนิยมพูดคือกำแพงกับสะพาน คนอยู่หลังกำแพงคือคนติดคุก การสร้างกำแพงสูงคือต้องการจะสร้างคุกให้ ตนจึงนิยมให้สร้างสะพาน ประชามติเกิดขึ้นแล้ว แต่บ้านเมืองเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเราต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้ได้ ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และต้องมีความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเพราะเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดยังไม่เกิด และเรายังไม่ได้ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 16 หมวดที่เกิดขึ้นใหม่เหมือนรัฐอิสระทั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รวมถึงหมวดปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ในห้องประชุมเขาบอกว่ายุทธศาสตร์ชาติคือทรราชกับอนาคตโดยอาจารย์จากจุฬาฯ ซึ่งเมื่อมีการใช้ยุทธศาสตร์ชาติมายึดอำนาจ แต่ไม่มีการพูดถึงทุนมนุษย์ในท้องถิ่น แต่เป็นความมั่นคงของรัฐที่ไม่เห็นความมั่นคงของมนุษย์

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า แม้กฎหมายจะดีที่สุดอย่างไร แต่หากคนไม่ซื่อสัตย์ ไม่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้นจะยาก อย่างไรก็ตาม สว. หรือองค์กรนี้เป็นผู้จัดคนมาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่ง สว. ยังมีอำนาจพิเศษอีกคือ ผู้เป็นประธานตุลาการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบ ปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประธานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงกรรมการอีกมากมายต้องได้รับเลือกจาก สว. จึงทำให้คิดได้ว่าเป็นไปตามหนังสือที่ตนได้มาเรื่องโกง สว. คือจุดเริ่มต้นกินรวบประเทศไทย

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนคิดว่ากกต.ต้องไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ มาตรา 266 ระบุว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรืออะไรก็ตาม หากทำให้การเมืองไม่สุจริตให้ส่งศาลฎีกาเลย และในวรรค 1 ยังกำหนดว่าหากรับรองไปแล้วให้ศาลฏีกาให้สำนวนสืบสวนและไต่สวนของ กกต.มาพิจารณา โดยสำนวนสืบสวนและไต่สวนของอนุฯ ชุดที่ 26 ไม่ใช่ความเห็นของเลขาฯ หรือคนที่ไม่ได้สืบสวน ไต่สวน เพื่้อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมได้ นั่นคือ กกต.จะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้ ทั้งนี้ ใบรอบเช้าหรือรอบบ่ายใบเลือกตั้งเหมือนกันหมด กกต.ไม่ต้องดูอะไรเลย ดูแค่คะแนนก็รู้แล้วว่ามีหลักฐานอันเชื่อว่าไปใช้สิทธิไม่สุจริต ซึ่งหากเอาแค่นี้มาดูก็สามารถตัดไปได้ 140 คนแล้ว เรื่องนี้กกต.ไม่ใช่ศาล เขาส่งหลักฐานให้หมดแล้วแต่คุณมาแก้ข้อกล่าวหา ตนไม่ได้กล่าวหาว่าสว.ผิดหรือถูก ต้องให้ศาลพิสูจน์ ซึ่งหากกกต.ตัดส่งแค่บางคน ตนคิดว่าเรามี 2 ช่องคือผู้สมัครที่เป็นผู้เสียหายสามารถไปร้องทุกข์ได้ และเราต้องกล้ายื่นเรื่องภายใน 3 วันว่าเรื่องไม่ชอบเพื่อส่งให้ศาลฎีกา

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกะทรวงมหาดไทย ประชาชนรู้สึกว่าการเมืองไปไม่ได้ การทุจริตจบด้วยการรัฐประหาร แต่เมื่อมีการรัฐประหารก็จะมีการทุจริต วนอยู่แค่นี้ ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ต้องการให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้มากขึ้น รวมถึงมีองค์กรอิสระเพื่อมาตรวจสอบถ่้วงดุล ทั้งนี้ตนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ทำลายระบอบการเมืองทำให้พรรคการเมืองและประชาธิปไตยอ่อนแอ นี่คือความต้องการของพวกเขา ในเมื่อสว.ที่มาจากระบบที่เลือกกันเองไม่ได้มาจากประชาชน ตนจึงมองว่าเราต้องแก้ที่มาของสว. เพราะท้ายที่สุดสว.ก็เป็นต้นกำเนิดและทำคลอดองค์กรอิสระ ทำคลอดสิ่งสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะมาลงโทษคนที่ทำคลอดเขา ซึ่งเรื่องการฮั้ว สว.คงจะมีการส่งศาลบ้างเพื่อลดกระแสสังคม เห็นได้จากการพิจารณาที่มีการตั้งธงไว้ตั้งแต่ต้นให้สอบเป็นรายจังหวัด ซึ่งจะทำให้เราเห็นเส้นเงินของคนตัวเล็กตัวน้อย

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น เราต้องแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสว.และองค์กรอิสระที่ใช้กฎหมายกดทับประชาชน องค์กรอิสระวันนี้กลายเป็นเป็นอิสระจากประชาชน แต่ขึ้นตรงกับผู้มีอำนาจ แม้เราจะบอกว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงแต่กลับส่งเสริมให้มีการทุจริตมากที่สุด ส่งเสริมให้การโกงยั่งรากลึกและยากที่จะจำกัดด้วย ทำให้สิทธิของประชาชนถูกริดรอน ถูกกดทับมากขึ้น มีการสร้างวัฒนธรรมนูญใหม่ๆ ในการโกงมากขึ้น ป.ป.ช.น้อยครั้งมากที่จะไปแตะนักการเมืองตัวใหญ่ๆ หากจะแก้เรื่องการกินรวบประเทศต้องแก้ 2 โกงก่อนคือ การโกงสว. และการโกงเลือกตั้ง สส. การซื้อเสียงซึ่งหากเราแก้ไม่ได้แปลว่าเราจำยอมให้คนมีอำนาจและมีเงินซื้อประเทศไทยไป ฉะนั้น ย้ำว่าต้องแก้ที่มาสว. อำนาจที่ล้นเกินของสว. ที่มาขององค์กรไม่อิสระต่างๆ และไปแก้ให้ประชาชน 5 หมื่นชื่อสามารถถอดถอนองค์กรอิสระและนักการเมืองที่มีความประพฤติที่มิชอบ รวมถึงสามารถถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ฝากให้มีป.ป.ช.ภาคประชาชนตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ เพราะเราจำเป็นต้องคืนอำนาจให้ประชาชน

“น่าจะมีประเทศไทยประเทศเดียวที่เอาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวพันได้เสียมาเป็นผู้พิจารณาในคดีที่เกี่ยวพันกัน น่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระบบแบบนี้อยู่ มันไม่ควรเกิดขึ้นในระบบต้นทางของกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ ดิฉันอยากเห็นองค์กรอิสระ กกต. ได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรมจริงๆ และเป็นห่วงจริงๆว่าสิทธิการประชาชนและผู้เสียหายยังสามารถที่จะฟ้องร้องท่านได้เป็นห่วงว่าจะมาติดคุกตอนแก่ ประเทศนี้แปลกๆ ฉะนั้น จึงต้องส่งเสียงเชียร์ให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในอดีตอาจเป็นการรัฐประหารหรืออำนาจนิยม ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยสะดุด แต่หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดพัฒนาการใหม่ที่มีพรรคการเมืองที่มีอำนาจนิยมพยายามแทรกแซงอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล ผ่านการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือแทรกแซงองค์กรสื่อมวลชน แต่ยุคหลังมามีความเนียนกว่านั้น หลังการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ 2560 รอบล่าสุดได้พรรคการเมืองที่มีความเป็นอำนาจนิยมยิ่งกว่าในอดีต ที่มีกลไกเทคนิคยึดครององค์กรอิสระ นอกจากแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งแล้ว ยังมีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการฮั้วหรือโกง สว. ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แนวโน้มในอดีตพรรคการเมืองอำนาจนิยมเข้าไปยึดกุมการตรวจสอบถ่วงดุล มีความชัดเจนผ่านการแต่งตั้งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อเข้าไปยึดกุมกระบวนการเลือก สว.ได้ ยังยึดครองอำนาจนิติบัญญัติได้ทั้งหมดผ่านโพย ถือเป็นวิกฤตประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุด

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า สภาพที่มีกระบวนการเลือกตั้งที่มีประชาธิปไตยเงินสดเข้าไปยึดกุมเจตจำนงเสรีประชาชนในการเลือกตั้ง เมื่อกระบวนการเลือกตั้งจบ ก็ทำให้ สส.ไม่มีเจตจำนง ไม่ได้คิดถึงประชาชน กลายเป็น Zombie Democracy หรือประชาธิปไตยผีดิบ ที่มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยในการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวไปถึงจุดนั้นอย่างชัดเจน แม้จะมีสูตรสีต่างๆ แต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ย้ำว่า คดีการฮั้ว สว.เป็นเรื่องใหญ่ เพราะกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลเริ่มต้นที่ สว. แต่จากการเปิดหลักฐานพยานการฮั้ว สว.ที่ผ่านมา สะท้อนว่าเป็นการจัดการที่ขาดความสุจริตอย่างแท้จริง

นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า กกต.ไม่มีทางเลือกอื่นจะต้องส่งเรื่องการฮั้วสว.ไปยังศาลฎีกา เพื่อพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพราะหาก กกต. 4 คน มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นบุคคลที่สว.โหวตเลือกมา ถ้ากกต. 4 คนดังกล่าวใช้ดุลยพินิจในการลงมติให้เป็นคุณกับคดี จะเกี่ยวโยงกับ ป.วิ ปกครอง หรือ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวมถึงเรื่องจริยธรรม หากส่งคดีไปยังศาล กกต. 4 คน จึงจะรอดจากการมีส่วนได้ส่วนเสียครั้งนี้ ซึ่งตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 76 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ห้ามพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และ สส.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือช่วยเหลือผู้สมัคร สว.ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก โทษปรับ และการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ดังนั้น เมื่อมีหลักฐานการเข้ามาเกี่ยวข้องของพรรคการเมือง ย้ำว่ากกต.ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องส่งศาลฎีกาเท่านั้น

“ทางออกของปัญหาวังวนประชาธิปไตย หากศาลฎีกาฯ พิพากษาแล้วว่าผิด การเลือก สว.จะต้องเป็นโมฆะ และพรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษ เพื่อเริ่มต้นให้กระบวนการทุกอย่างกลับมาเข้าร่องเข้ารอย และเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ให้มีการเลือก สว.พิสดารเช่นนี้อีกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประเทศก็จะค่อยๆ พ้นจากการเป็นประชาธิปไตยผีดิบ และเชื่อว่าหากคนผิดครั้งนี้ถูกลงโทษ กลุ่มอำนาจนิยมก็จะมีบทเรียนต่อการพยายามกินรวบประเทศไทย” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ฝากถึงนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนกับนายพริษฐ์ ขู่กกต. ตนไม่ได้ขู่ ตนพูดจริง พรรคประชาธิปัตย์เคยสู้กับกกต. และทำให้กกต. ติดคุกมาแล้ว ฉะนั้น จึงมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ทัั้งนี้ เมื่อมีการพิจารณาจากเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการที่เรียกว่าฮั้วสว. หรือโกงสว. นั้น มีคำถามใหญ่เกิดขึ้นคือกกต. บางส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการโกงสว. หรือไม่ ซึ่งมีร่องรอยมากมายที่จะชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ และกระบวนการแบบนี้คิดกันไว้ก่อนแล้วหรือไม่ ที่สำคัญคือชั้นต้นระดับอำเภอ นอกจากกกต. มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ มีกระทรวงมหาดไทยบางส่วนร่วมกับเขาด้วยหรือไม่ ทั้งหมดจึงเป็นร่องรอยที่มีความผิดปกติและมีข้อพิรุธ ในเวลาที่เราเปิดเรื่องกระบวนการฮั้วโดยพยาน ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีพรรคการเมือง คนของพรรคการเมือง และกลไกทางการเมืองของพรรคการเมืองมาทำให้เกิดขึ้น คุณจะตัดตอนเรื่องนี้ไปที่สว. อย่างเดียวไม่ได้ มีเรื่องของพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างชัดเจน จึงไม่มีทางเลือกเลย โดยข้อสังเกตที่ทำเรื่องไปสู่ศาล ในเวลานี้กกต. แทบไม่เหลือความไว้วางใจจากประชาชนอีกแล้ว ถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ตนว่ากกต. ต้องทำใหม่ทั้งระบบจริง ๆ


ขณะที่นายวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า อย่าไปเรียกองค์กรอิสระให้เรียกองค์กรแต่งตั้ง เพราะทุกองค์กรเกิดจากการแต่งตั้งทั้งนั้น ประเทศนี้ไม่เคยทนรัฐธรรมนูญได้ถึง 10 ปี และนอกจาก ป.ป.ช. หรือ กกต. แล้วยังมีหน่วยงานอย่าง กสทช. คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรแต่งตั้งได้เข้ามาอิทธิพลชีวิตประจำวันของเรา เช่น ค่า GP ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ บนแพลตฟอร์มในต่างประเทศต้องถูกสอบสวนว่ามีการฮั้วกันหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แต่ในประเทศไทยเหมือนเป็นสุญญากาศไม่มีใครเข้าไปควบคุม ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยพูดไว้ในช่วงหาเสียงแต่ทุกวันนี้ยังไม่เห็นทำ ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำกับดูแล ซึ่งมีบทบาทต่อเนื่องมาจากองค์กรแต่งตั้งจาก สว. ที่จะทำให้ชีวิตประจำวันของเราเจอทางตันมากขึ้นเรื่อยๆ

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอำนาจหลายอย่างไม่ได้อยู่ในมือของรัฐบาล แต่อยู่ในนามองค์กรแต่งตั้งเหล่านี้ที่มีเพียงไม่กี่คน เมื่อมีกลไก สว. เข้ามาเกี่ยวพันก็ยิ่งเพิ่มปัญหาฝั่งทุนกับฝั่งการเมืองเข้าไปกินรวบ มันไม่ได้จบแค่มิติทางการเมือง ความไม่ชอบมาพากลและความไม่ชอบธรรม แต่ส่งผลถึงความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของทุกคนด้วย ทุกอย่างเกี่ยวกับองค์กรแต่งตั้งทั้งนั้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงแรงจูงใจของหน่วยงานที่ควรเป็นอิสระเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน เพราะบั้นปลายชีวิตคนเหล่านี้ก็หวังที่จะได้นั่งในองค์กรอิสระ ขอให้ทุกคนอย่าปล่อยผ่านเรื่องนี้

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img