“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ครม.สัญจรสงขลา หลังสะพัดงบพัฒนาภาคใต้กว่า 50,000 ล้านบาท หวั่นใช้งบก้อนโตแต่ไร้แผน หนุนกลุ่มทุนใกล้ชิด พร้อมหนุนนายกฯ เลิกตั้งรับปัญหาชายแดนใต้ จี้ปฏิรูปงานข่าวเรียกความเชื่อมั่น
วันที่ 1 ก.ย. 69 ที่พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการจัด ครม. สัญจรของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จังหวัดสงขลา ว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่านอกจากที่รัฐบาลประกาศว่าจะมีโครงการงบประมาณกว่า 50,000 ล้านบาทลงพื้นที่ภาคใต้ พรรคประชาชนไม่ได้ติดใจตัวงบประมาณที่ลงไป แต่สิ่งสำคัญคือคนใต้จะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการต่างๆ โดยหยิบยกว่าสิ่งที่ไม่ต้องการเห็น หากสังเกตจากการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ 200,000 ล้านบาทหลัง ที่เห็นตัวแทนของรัฐบาลยอมรับผ่านการประชุมของสภาผู้แทนและวุฒิสภาว่า โครงการมีแต่งบประมาณ แต่ยังไม่มีแผนอะไร ดังนั้นจึงตั้งคำถามว่ารัฐบาลไม่มีแผนแต่กู้เงินก้อนใหญ่ แปลว่าหาเงินมาก่อนค่อยหางานมาทำหรือไม่
“คำว่าหาเงินมาทำ เราตั้งข้อสังเกตว่า หาผู้รับเหมาที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลมารับงานหรือไม่ ไม่ต้องการให้เกิดภาพแบบนั้นขึ้น กรณีนี้เช่นเดียวกัน 50,000 ล้าน ที่กำลังจะลงไปในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ต้องการให้รัฐบาลให้ภาพอย่างชัดเจนว่า อย่างน้อยอะไรเป็นเป้าหมายตัวชี้วัด ที่คนใต้จะได้ประโยชน์อะไร มีความชัดเจนของโครงการระดับหนึ่ง มากกว่าที่จะโยนเงินก้อนใหญ่ไปแล้วสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์อาจเป็นกลุ่มทุน แต่ประชาชนกลับไม่ได้ประโยชน์อะไร” นายณัฐพงษ์กล่าว
เมื่อถามย้ำถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าในส่วนของการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจามีการพูดคุยกับวิป จะมีการพิจารณาวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายนนี้ โดยมองว่าประเด็นสำคัญในขณะนี้นายกรัฐมนตรี มีการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม สมช. ว่าฝ่ายรับหรือหน่วยงานของงรัฐไม่ควรเป็นฝ่ายตั้งรับ หรือรอให้เกิดสถานการณ์แล้วไปแก้ไข ซึ่งเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
“แต่คำถามสำคัญในเรื่องของการข่าวของหน่วยในพื้นที่ เรากำลังมีปัญหาหรือไม่ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในวันเดียวกันพร้อมกันหลายสิบจุด เป็นแบบนี้ต้องกลับมาตั้งคำถามว่าเราต้องเข้าไปแก้ไขในเรื่องของกระบวนการข่าวของเราอย่างไร ซึ่งสิ่งสำคัญคือการที่คนในพื้นที่และ ประชาชน ในพื้นที่ ต้องให้ความไว้ใจกับหน่วยงานของรัฐ ถึงจะได้การข่าวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายณัฐพงษ์กล่าว



















