“เทพไท เสนพงศ์” วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย ท่ามกลางกระแสปรับ ครม. และความเคลื่อนไหวคดีฮั้ว ส.ว. ชี้ 3 เหตุการณ์สำคัญช่วงปลายเดือน ก.ย. ทั้งการเคลื่อนไหวของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเวทีเสวนาราชบัณฑิตยสภา อาจสะท้อนทิศทางความเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะต่อไป
เมื่อวันที่ 25 ก.ย.นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์วิจารณ์การเมือง และอดีตสส.ประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความถึงสถานการณ์การเมืองไทยในช่วงนี้ ว่า
จับตาท่าทีอนุรักษ์นิยมต่อระบอบสีน้ำเงิน
แม้ว่าช่วงนี้จะมีประเด็นการเมืองเกี่ยวกับพรรคกล้าธรรมถอนตัว หรือถูกขับออกจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อรอโอกาสจะเข้าร่วมรัฐบาล จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า จะมีการปรับครม.โดยดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ถ้าดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล จะมีการปรับครม.ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังจะกลบกระแสคดีฮั้วส.ว. ซึ่งเป็นคดีสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการเมืองประเทศไทย
ซึ่งทำให้หลายฝ่ายจับตาดูความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว. และมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า ไม่สามารถยอมให้กระบวนการฮั้วส.ว.ผ่านไปได้สะดวก และยึดครองสมาชิกวุฒิสภา เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการองค์กรอิสระ และยึดการเมืองไทยโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่านรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถอ้างถึงความชอบธรรมในการกินรวบการเมืองไทยได้ จนทำให้ฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว เพื่อต่อต้านกระบวนการฮั้วส.ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เคยสนับสนุนรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่เมื่อพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้วส.ว. จึงทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่ มีความเคลื่อนไหวและวิตกกังวลสถานการณ์ทางการเมืองว่า อาจจะผูกขาดการเมืองด้วยกลุ่มการเมือง ที่เรียกกันว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เพียงกลุ่มเดียว
จึงทำให้เห็นร่องรอยการเคลื่อนไหวของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่และเป็นบุคคลสำคัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเคลื่อนไหวอยู่ แต่ที่อยากให้จับตาดู คือ 3 ปรากฏการณ์ ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตการเมืองไทย หรือความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น คือ
1.วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลและคณะ มีการนัดหมายมวลชนจะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ต่อโดยมีการนัดหมายมวลชนเพื่อไปแสดงออก และไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของกกต.ในการพิจารณาคดีฮั้วส.ว. ที่มีมติสั่งฟ้องเพียงบางส่วน คือ 77 คนจาก 229 คน จะต้องจับตาดูว่า การชุมนุมหรือการนัดแนะมวลชนของนายสนธิ มีความเคลื่อนไหวอย่างไร และมีทิศทางในการกดดันทางการเมืองต่อกกต.อย่างไรบ้าง
2.วันที่ 28 กันยายน 2569 เป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย คดีพิมพ์คิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งว่า จะทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การพิมพ์คิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ต้องไปเลือกตั้งใหม่ ต้องรอดูว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะให้เลือกตั้งใหม่ทั้งหมด หรือจะให้เลือกตั้งเฉพาะส.ส.ระบบเขต หรือส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการพิมพ์คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดยังเป็นความลับอยู่ จะทำให้การเมืองเดินหน้าต่อไป ก็ต้องรอดูว่าทิศทางหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะออกมาในแนวทางใด
3.วันที่ 30 กันยายน 2569 มีการจัดเสวนาของกลุ่มราชบัณฑิต ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางการเมือง ได้เคลื่อนไหวจัดวงเสวนาในหัวข้อ ฮั้วสว : ความจริงที่คนไทยต้องรู้ ซึ่งถ้าดูวิทยากรในการเสวนา นับว่าเป็นบุคคลสำคัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอยู่หลายคน เช่น นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย นายจรัญภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยอยู่ในช่วงตุลาการภวัฒน์ในยุคที่ผ่านมา อาจารย์วิชา มหาคุณ ผู้ที่สังคมให้ความเชื่อถือในความซื่อตรงและในความซื่อสัตย์ นายวัส ติงสมิท อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา อดีตประธานกสม. ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
เพราะฉะนั้นการเสวนาของกลุ่มราชบัณฑิตเป็นที่น่าจับตาดู เพราะการที่กลุ่มราชบัณฑิตออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ น่าจะเป็นการส่งสัญญานให้สังคมเห็นว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหมด มีความเห็นต่อคดีฮั้วส.ว. และทิศทางการเมืองของระบอบสีน้ำเงินอย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่นับบุคคลสำคัญ กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มนักเคลื่อนไหว ที่รวมตัวกันประชุมกันเพื่อกำหนดท่าที จะเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบสีน้ำเงิน ที่จะเกิดขึ้นในโอกาสต่อไป
ขอให้จับตาดูสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะ3กรณีนี้ ว่าจะมีผลกระทบหรือเปลี่ยนแปลงต่อทิศทางการเมืองของระบอบสีน้ำเงินอย่างไรบ้าง



















