รองนายกฯ “ปกรณ์” เผยทิศทางปรับโครงสร้างกำลังพลภาครัฐในภูมิภาค ย้ำจากนี้ไม่มีการตั้งอัตราเพิ่ม เน้นทรงตัวและทยอยลดลง หลังพบภารกิจหน่วยงานซ้ำซ้อน ด้าน ก.พ.ร.ชูโมเดล “1 จังหวัด 1 สำนักงาน” พร้อมใช้ Early Retirement-เกษียณแล้วตัดตำแหน่ง และนำดิจิทัล-เอไอเข้ามาช่วยคำนวณกำลังคนต่างๆ ซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนมาก
เมื่อวันที่ 27 ก.ย.69 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างกำลังพลภาครัฐ โดยเฉพาะข้าราชการและหน่วยงานราชการในส่วนภูมิภาคว่า จากนี้อัตรากำลังข้าราชการในภูมิภาคจำเป็นต้องปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะไม่มีการตั้งอัตรากำลังเพิ่ม เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาภารกิจและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนมาก
อีกทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่สามารถกำกับดูแลหน่วยงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากส่วนราชการแต่ละแห่งต่างปฏิบัติงานและรายงานต่อหน่วยงานต้นสังกัดของตนเอง ทำให้การบูรณาการทำงานในระดับจังหวัดทำได้ยาก
นายปกรณ์ กล่าวว่า ทิศทางอัตรากำลังภาครัฐต่อจากนี้จะต้องไม่มีการตั้งเพิ่ม โดยจะมีทั้งการทรงตัวและการลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้ภาระงบประมาณด้านบุคลากรสะสมจนกลายเป็นภาระหนักในอนาคต พร้อมมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. เร่งสำรวจและแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม และรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ
ด้าน น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวว่า ปัจจุบันอัตรากำลังข้าราชการในระดับภูมิภาคมีความซ้ำซ้อนด้านภารกิจสูงถึงประมาณ 80% จึงจำเป็นต้องทบทวนทั้งความจำเป็นของหน่วยงานและรูปแบบการทำงานในระดับจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดภารกิจที่ทับซ้อนกัน และช่วยลดภาระงบประมาณในอนาคต
น.ส.อ้อนฟ้ายกตัวอย่าง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ มีหัวหน้าส่วนราชการจำนวนมากประจำอยู่ในพื้นที่ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเรียกประชุม อาจมีหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมถึงประมาณ 200 หน่วยงาน สะท้อนให้เห็นถึงความซ้ำซ้อนของโครงสร้าง และทำให้การสั่งการเพื่อให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
สำหรับแนวทางปรับโครงสร้าง ก.พ.ร.เตรียมใช้โมเดล “1 จังหวัด 1 สำนักงาน” โดยนำหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนกันมารวมไว้ด้วยกัน และพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติงานได้หลากหลายภารกิจ
ตัวอย่างที่ดำเนินการแล้ว คือกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจากเดิมมีเจ้าหน้าที่จาก 10 กรมลงไปประจำในจังหวัดรวม 10 คน ปรับเป็นสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 1 แห่ง ใช้เจ้าหน้าที่ประมาณ 2-3 คน แต่เพิ่มทักษะให้สามารถทำงานทดแทนกันได้ในหลายภารกิจ
ทั้งนี้ การจัดสรรอัตรากำลังในอนาคตจะพิจารณาตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานทุกประเภทอยู่ในทุกจังหวัด เช่น จังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเลอาจไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานประมงจังหวัด ขณะที่หน่วยงานที่มีพื้นที่รับผิดชอบเฉพาะและครอบคลุมหลายจังหวัด เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด อาจได้รับการยกเว้นให้บริหารตามเขตพื้นที่ แต่ต้องไม่ตั้งตำแหน่งซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น
เลขาธิการ ก.พ.ร. ย้ำด้วยว่า มาตรการปรับลดกำลังคนภาครัฐตามมติคณะรัฐมนตรี ไม่ได้หมายถึงการเลิกจ้างข้าราชการ แต่จะใช้แนวทางเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) รวมถึงมาตรการเมื่อข้าราชการเกษียณแล้วให้ตัดหรือยุบเลิกตำแหน่ง โดยจะไม่บรรจุบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทนตำแหน่งที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการกับตำแหน่งที่เกษียณภายในช่วง 5 ปีนี้
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ปริมาณงานและคำนวณอัตรากำลัง โดยจะพิจารณาจากปริมาณธุรกรรมจริงของแต่ละโต๊ะทำงาน หากพบว่าตำแหน่งใดมีปริมาณงานต่ำ อาจปรับไปใช้ระบบดิจิทัลและ AI หรือให้เจ้าหน้าที่ในส่วนงานใกล้เคียงเข้ามาปฏิบัติงานแทน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ
ทั้งนี้ ตามมติ ครม. หน่วยงานต่างๆ ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนปรับปรุงโครงสร้างและส่งกลับมายัง ก.พ.ร. ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนที่ ก.พ.ร.จะนำข้อมูลมาวางแผนดำเนินงานร่วมกับแต่ละหน่วยงานต่อไป



















