‘ธนาธร’ ชี้ ไทยเจอ ‘2 ทศวรรษที่สูญหาย’ ซัด วงจรอุบาทว์แก้ปัญหาไม่ถูกจุด ลั่น ประชาธิปไตยคือทางออกเดียว ชวนทุกฝ่ายร่วมเขียนกติกา ยุติระเบิดเวลาทางการเมือง
วันที่ 5 ต.ค.69 ที่สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ ประชาชื่น 46 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมเสวนางานไทยโพสต์ก้าวสู่ปีที่ 30 ในหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” ว่าสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วง 10 ปีแรกที่มีความพยายามในการปฏิรูปการเมืองอย่างมีรูปธรรม เกิดความก้าวหน้าในหลายมิติ เช่น การกำเนิดสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส (Thai PBS) และการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
นายธนาธร กล่าวต่อว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหารปี 2549 ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของ “2 ทศวรรษที่สูญหาย” (Lost Two Decades) ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเสียเวลาไปกับการพยายามหาทางออกทางการเมืองที่วนอยู่ในอ่าง และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในทุกมิติ
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ในทางเศรษฐกิจ ตลอดระยะเวลา 20 ปี (ปี 2549–2568) เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.6% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 3.3% ต่อปี และเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยยังคงตามหลังอย่างเห็นได้ชัด โดยเวียดนามเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เติบโต 4.9% ต่อปี ส่วนมาเลเซียและสิงคโปร์เติบโต 4.3% ต่อปี ส่งผลให้ไทยไม่สามารถสร้างงานและอาชีพใหม่ๆ ได้อย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างที่รุนแรงขึ้น โดยเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ มีสัดส่วนต่อ GDP ลดลงเรื่อยๆ ส่วนในด้านการศึกษา พบว่าผลการทดสอบ PISA ของเด็กไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปี 2549
นายธนาธร กล่าวต่อว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการมีนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน เฉลี่ยดำรงตำแหน่งเพียงคนละ 2 ปี มีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่ 4 ระลอก นายกรัฐมนตรีถูกสั่งพ้นจากตำแหน่ง 5 คน พรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค การเลือกตั้งถูกโมฆะ 2 ครั้ง และเกิดรัฐประหารขึ้นถึง 2 ครั้ง และความไม่แน่นอนทางการเมืองดังกล่าว ทำให้ไม่มีรัฐบาลใดมีเวลาหรือสมาธิเพียงพอในการวางรากฐานนโยบายระยะยาว เช่น การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การจัดทำ Supply Chain หรือการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี เนื่องจากรัฐบาลส่วนใหญ่ต้องทุ่มเทพลังงานไปกับการพยายามเอาตัวรอดทางการเมือง
นายธนาธร กล่าวต่อว่า การใช้วิธีการหรือกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหาทางการเมือง ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง แต่กลับยิ่งฉุดรั้งให้สังคมไทยถอยหลัง ดังนั้น หากต้องการเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้า การยึดมั่นและพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น จึงเป็นทางออกเดียวที่สร้างความต่อเนื่องและเสถียรภาพให้แก่ประเทศได้อย่างแท้จริง
นายธนาธร กล่าวต่อว่า ภาพรวมวิกฤตการเมืองในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พร้อมเน้นย้ำว่าทางออกของประเทศไม่ใช่การใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหา แต่คือการนำระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงใส่กลับเข้ามาในโครงสร้างสังคม และการเดินหน้าประเทศไทยจะเดินยังไงต่อ รวมไปถึงฉากทรรศเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เมื่อกลไกที่เป็นประชาธิปไตยที่สันติ มันไม่เกิดขึ้น นี่คือโจทย์ที่สำคัญ สำหรับทุกคน หากเราพูดเรื่องนี้บ่อยๆว่าต้องการหาทางออกจากความขัดแย้ง ต้องการสร้างสังคมใหม่ด้วยกันอย่างสันติ เราต้องพูดด้วยกัน จากวงดีเบทใหญ่ๆ โดยจัดให้พรรคการเมืองและภาคประชาสังคม มาพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อหาทางออก
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ประเทศไทยตอนนี้มีปัญหาร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง เราไม่มีกฎกติกาที่ทุกฝักทุกฝ่ายยอมรับด้วยกัน ว่าตกลงเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ฉบับและฉบับปัจจุบันฉบับ 60 เราก็พูดกันตั้งแต่แรกแล้วว่ามันคือระเบิดเวลา และมันก็ได้ระเบิดออกมาแล้วที่เราได้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นหากจะเอาบทเรียนจากสิ่งที่ผ่านมา เราต้องเอามาทำให้ครั้งนี้มันต่างจากเดิม จะทำอย่างไร โจทย์สำคัญก็คือถ้าจะต้อง วางกฎกติกา เขียนรัฐธรรมนูญร่วมกัน
“แน่นอนมีนักการเมืองที่ไม่ดี ผมอยู่ในวงการการเมือง ผมสัมผัสวงการการเมือง ด้วยตัวเอง ปีนี้ปีที่ 9 แล้ว ผมกล้าพูดได้ว่า มีนักการเมืองที่ดี แต่ลักษณะเดียวกันก็มีนักการเมืองที่ทุจริต คอรัปชั่น เห็นแก่ตัว เอาทรัพย์สิน ของแผ่นดินไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวอันนี้มีจริงแน่นอนแต่การสรุปว่านักการเมือง เป็นปัญหาของประเทศ ผมคิดว่าสนุกแบบนี้ มันก็นำมาสู่การแก้ไขปัญหาแบบเดิม” นายธนาธร กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีการชี้ให้เห็นถึงมายาคติเกี่ยวกับการมองปัญหาการเมืองไทย ถือเป็นการสรุปที่ผิดพลาด และนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือการพยายามดึงอำนาจออกจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วถ่ายโอนไปให้กับองค์กรอิสระที่ขาดการตรวจสอบ รวมถึงการขยายตัวของระบบราชการจนใหญ่โตเกินความจำเป็น ทั้งนี้ผลจากการเพิ่มขึ้นของหน่วยงานรัฐที่ภารกิจหมดไปแล้วแต่ไม่ถูกยกเลิก ได้ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศสูงขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่กลไกตรวจสอบกลับไม่สามารถใช้อำนาจกับองค์กรเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง
นายธนาธร กล่าวต่อว่า ทางออกในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ต้องยอมรับว่าผู้เล่นในสังคมไทยไม่ได้มีแค่นักการเมือง แต่รวมถึงกองทัพ เครือข่ายจารีตประเพณี และระบบราชการ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเปิดอกพูดคุยถึงความต้องการและความจำเป็นของตนเองบนโต๊ะเจรจา เพื่อร่วมกันกำหนดกติการะดับประเทศที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย หยุดยั้งวงจรความขัดแย้ง และพาประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ดีกว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
นายธนาธร กล่าวต่อว่า นอกจากการแก้ปัญหาและรัฐธรรมนูญฉบับเฉพาะหน้า อาจจะต้องแก้เป็นรายมาตรา ควรจะต้องหาฉันทามติ และเป็นรัฐธรรมนูญ หรือข้อตกลงที่เราจะต้องใช้ชีวิตในสังคมร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่แค่นั้น บทบาทของรัฐในภาวะที่ผันผวนแบบนี้ รัฐควรมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในการชับเคลื่อนประเทศไทยเดินไปข้างหน้า ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจโต คือต้องเพิ่มกำลังคน หรือเพิ่มความรู้เพิ่มเทคโนโลยี เศรษฐกิจจะโตได้เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี
“อนาคตประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้ได้ รัฐไทยต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปฏิรูปรัฐเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ประเทศไทยจะไปไกลกว่านี้ไม่ได้ ถ้าหากรัฐไม่มีการเพิ่มเสถียรภาพ อย่างมีนัยยะสำคัญ ในอีก 10 ปี ข้างหน้า” นายธนาธร กล่าว


















