‘อรรถวิชช์’แฉ‘ชัชชาติ’อ้างมั่วงบฯหมื่นล. จี้‘อนุทิน’ชี้ขาดทวงคืนแก้มลิง‘บึงคู้บอน’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

‘อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี’ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงจี้ ‘อนุทิน’ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ชี้ขาดทวงคืนบึงรับน้ำคู้บอนตามแนวพระราชดำริ กลับเข้าผังเมืองกรุงเทพมหานคร โต้ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อ้างงบเวนคืนสูง 1.1 หมื่นล้านไม่เป็นความจริง เผยนำตัวเลขบึงบางชันมาปน ยันบึงคู้บอนเป็นที่ตาบอดราคาถูก แต่กลับถูกตัดออกจนฟลัดเวย์บีบแคบเป็นหลอดก๋วยเตี๋ยว สุ่มเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนสอยที่ดินทำหมู่บ้านจัดสรร

วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แถลงข่าวเรียกร้องการทวงคืนบึงรับน้ำคู้บอน ซึ่งเป็นโครงการแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการปรับปรุงผังเมืองกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ที่กำลังจะสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ จากการติดตามเรื่องนี้ตลอด 5 วันที่ผ่านมา ทางกรุงเทพมหานคร โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ปฏิเสธการดำเนินโครงการบึงรับน้ำคู้บอน โดยอ้างว่าต้องใช้นบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาท ซึ่งขอชี้แจงว่าเป็นตัวเลขที่ไม่เป็นความจริง เนื่องจากผู้ว่าฯ กทม. นำข้อมูลของบึงคู้บอนไปปะปนกับบึงบางชัน ที่ตั้งอยู่ติดริมถนนใหญ่และมีแนวรถไฟฟ้าผ่าน จึงมีมูลค่าการเวนคืนสูง แต่ในความเป็นจริง บึงรับน้ำคู้บอน ขนาด 130 ไร่ มีสภาพเป็นที่ตาบอด ทางเข้าออกมีเพียงทางคลองและผ่านหมู่บ้านเสนาเท่านั้น ปัจจุบันราคาที่ดินยังคงถูกอยู่ โดยในปี 2560 ราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ประมาณ 254 ล้านบาท และในสมัยผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 300 กว่าล้านบาท เมื่อรวมงบประมาณทั้งโครงการอย่างไรก็ไม่เกิน 1,000–2,000 ล้านบาท

​นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือการตัดบึงรับน้ำคู้บอนออกจากร่างผังเมือง กทม. ฉบับใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่เขียวลาย (Floodway) ที่เคยมีขนาดกว้างในผังเมืองปี 2556 กลับถูกบีบแคบลงจนเหลือเพียง ‘หลอดก๋วยเตี๋ยว’ เนื่องจากงานศึกษาวิจัยผังเมืองฉบับใหม่ได้นำบึงรับน้ำคู้บอนไปรวมในสมมุติฐานคำนวณการระบายน้ำแล้ว แต่เมื่อผู้ว่าฯ ชัชชาติ ปฏิเสธที่จะทำโครงการ จึงทำให้การคำนวณผังเมืองผิดพลาด และกลายเป็นการเปิดทางให้พื้นที่สีเหลืองหรือเขตที่อยู่อาศัยขยายตัวเข้ามาเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

​นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการทบทวนโครงการ โดยอ้างอิงข้อมูลจากอดีตโฆษก กทม. ยุคผู้ว่าฯ อัศวิน ว่ามีการประชุมผู้บริหาร กทม. เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2566 เพื่อสั่งให้ทบทวนโครงการนี้ ซึ่งหากรายงานการประชุมปรากฏว่ามีที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ที่เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอสังหาริมทรัพย์เข้าร่วมด้วย อาจเข้าข่ายการมีผลประโยชน์ขัดกันหรือผลประโยชน์ทับซ้อนทันที

​นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากผู้ว่าฯ กทม. ปฏิเสธโครงการนี้อย่างชัดเจน จึงขอส่งสารไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง ในฐานะที่ตนเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยยกมือสนับสนุน ขอให้ใช้อำนาจชี้ขาด น้อมนำแนวพระราชดำริการพัฒนาแก้มลิงของในหลวงรัชกาลที่ 9 นำบึงรับน้ำคู้บอนซึ่งเป็นบึงรับน้ำผิวดินที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตะวันออก สามารถกักเก็บน้ำได้กว่า 800,000 ลูกบาศก์เมตร กลับคืนสู่ผังเมือง กทม.

​เมื่อถามว่ากรณีที่ กทม. ระบุว่าสามารถใช้อุโมงค์ยักษ์ทดแทนระบบแก้มลิงได้นั้น นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ปัจจุบันอุโมงค์ยักษ์ใน กทม. ทำงานได้เพียง 30–40% เท่านั้น เนื่องจากระบบระบายน้ำผิวดิน เช่น ท่อ คลอง และแก้มลิง ไม่สามารถชะลอและส่งน้ำลงสู่อุโมงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ระบบแก้มลิงและอุโมงค์ยักษ์จึงต้องทำงานควบคู่กัน ไม่สามารถนำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาทดแทนกันได้ พร้อมเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนร่วมกันแสดงความคิดเห็นในการทำประชาพิจารณ์ผังเมือง กทม. ก่อนจะสิ้นสุดลงในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img