“อาสพลธ์” โต้ “สุทธิพงษ์” แจง 3 ข้อเท็จจริงปมทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้มหาดไทยยุคนี้ “กล้าเปิดแผล” ไม่ใช่ต้นเหตุ ยันกวาดล้างถึงที่สุด ย้ำขบวนการโกงรากงอกมานานไม่ใช่เพิ่งมาเกิด
เมื่อวันที่ 13 ต.ค. จากกรณีที่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงปัญหาในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะการทุจริตการสอบท้องถิ่น ว่า สมัยที่ตนเองเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็มีการจัดสอบและร้องเรียน และมีการตรวจสอบกัน ซึ่งรู้สึกอายเวลาเจอคนแล้วรู้ว่าตนเองเป็นข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย สมัยเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย มีเรื่องร้องเรียนมาเช่นกัน แต่การทุจริตที่กว้างขวางและลึกซึ้งเหมือนการสอบท้องถิ่นที่ผ่านมา ไม่น่าเคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่มีผู้ทุจริตสอบเกือบ 10,000 คน ถือเป็นจำนวนที่เยอะมากรู้กันทั่วแล้วยังจับได้คาหนังคาเขา ฝากถึงผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยว่า ต้องทำความดีอย่าไปเกรงกลัวอำนาจที่มันมิชอบ ต้องนึกอยู่เสมอว่าเราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กินเงินเดือนจากภาษีพี่น้องประชาชน หน้าที่ของตนเองก็ทำให้ดี อย่าไปทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่จนเกินไปนั้น
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ ว่า ตนเคารพท่านในฐานะที่รับราชการมายาวนาน และเห็นด้วยว่าเรื่องนี้น่าละอายจริง แต่ในฐานะที่ กมธ.ป.ป.ช. ติดตามคดีนี้มาตลอด จำเป็นต้องนำข้อเท็จจริงมาชี้แจงในส่วนที่ท่านไม่ได้พูด เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยชุดปัจจุบันเป็นต้นเหตุของปัญหา ทั้งที่ความจริงคือ เป็นผู้ที่ลงมือเปิดแผลและเอาคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ข้อเท็จจริงที่ 1 : ขบวนการนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด ท่านอดีตปลัดยอมรับเองว่า สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย มีเรื่องร้องเรียนเรื่องการสอบเข้ามาแล้ว แต่ “ไม่ได้เจอเหตุอะไร” ข้อเท็จจริงคือ ป.ป.ช. ตรวจเส้นทางการเงินแล้วพบความเชื่อมโยงกับการสอบท้องถิ่นปี 2564 และรับการสอบคัดเลือกตำแหน่งบริหารท้องถิ่นปี 2564 ไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ พบผู้เกี่ยวข้อง 10 ราย สูงสุดถึงระดับอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในขณะนั้น และพบลักษณะการแก้ไขคะแนนแบบเดียวกับการสอบปี 2568 นอกจากนี้ กมธ ป.ป.ช ยังพบว่า มีหลายจังหวัดทั่วประเทศที่ตำรวจรับแจ้งความจากผู้ที่จ่ายเงินให้นายหน้ามาตั้งแต่ปี 2566 แต่สุดท้ายไม่มีรายชื่อสอบผ่าน ข้ออเท็จจริงเหล่านี้ชี้ชัดว่า ขบวนการนี้ก่อตัวและเติบโตมาหลายปี ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน
ข้อเท็จจริงที่ 2 : มีเรื่องร้องเรียน แต่ไม่แก้ไขปัญหา การสอบแข่งขัน มีการจัดสอบปี 2560, 2562 และ 2564 ถึงแม้จะมีการร้องเรียนเรื่องทุจริต แต่ผู้บริหารทั้งระดับกรม และกระทรวงในขณะนั้นก็ไม่ได้มีการปรับปรุง แก้ไข TOR ให้รัดกุม ให้มีมาตรการป้องกันการทุจริตให้เข้มข้นขึ้น กลับใช้ TOR เดิมที่ใช้ปี 2560 มาใช้ในการจัดสอบปี 2562 และ 2564 พึ่งจะมีการปรับปรุง TOR ในการจัดสอบปี 2568 สาเหตุเพราะผู้บริหารกระทรวงมีความตั้งใจจริงจึงเกิดมาตรการป้องกันการทุจริตต่างๆเพิ่มขึ้นมา เช่น การทำ MOA ระหว่าง กระทรวงมหาดไทย กรม สถ. ป.ป.ช ปปท. ปปง. และ ปปป. รวมทั้งมีการแก้ไข TOR โดย TOR สำหรับปี 2568 เกิดจาก TOR 2564+ TOR กพ. + TOR สตง. ซึ่งหากเปรียบเทียบกับของเดิมจะมีความรัดกุมมากขึ้น
ข้อเท็จจริงที่ 3: ทำถึงที่สุดแล้วหรือยัง? — ยังไม่สิ้นสุด และจะไม่หยุด คดีขนาดนี้มีผู้เกี่ยวข้อง 6,000 กว่าคน การนำคนผิดมารับโทษต้องใช้เวลาและต้องทำอย่างรอบคอบตามกฎหมาย กมธ.ป.ป.ช. ได้เชิญ บก.ปปป. และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดที่มีผู้แจ้งความ มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อให้คดีนายหน้าในทุกจังหวัดถูกดำเนินการด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีการปล่อยให้เรื่องเงียบหาย หรือจบด้วยการคืนเงินกันเอง และต้องสาวให้ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด
“การปราบทุจริต คือ หน้าที่โดยตรง ท่านอดีตปลัดฝากว่า อย่าทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ ผมขอเรียนด้วยความเคารพว่า การปกป้องระบบคุณธรรม ไม่ให้ใครซื้อขายตำแหน่งราชการได้ คือหน้าที่โดยตรงของผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ดังที่ท่านเองกล่าวไว้ว่า เราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกินเงินเดือนจากภาษีพี่น้องประชาชน หากเรื่องร้องเรียนในอดีตได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง และช่องโหว่ถูกปิดตั้งแต่วันนั้น เราคงไม่ต้องมาปราบปรามขบวนการที่ใหญ่โตขนาดนี้ในวันนี้ และลูกหลานของพี่น้องที่สอบด้วยความสุจริต คงไม่ต้องเสียโอกาสมาหลายปี ผมขอให้สังคมมองเห็นความจริงว่า การที่วันนี้เราจับได้ ไม่ใช่เพราะวันนี้ทุจริตมากขึ้น แต่เป็นเพราะวันนี้นายกรัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยเอาจริง กมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร จะติดตามเรื่องนี้ต่อไปจนถึงที่สุด และจะรายงานความคืบหน้าให้พี่น้องทราบเป็นระยะ” นายอาสพลธ์ กล่าว





















