“สส.ภูเก็ต” จี้กระทรวงมหาดไทยเร่งแก้ปถามน้ำท่วมดินถล่มเมืองท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมสอบปมผู้ว่าฯบินนอกช่วงภัยพิบัติ ด้าน ‘วรศิษฎ์’ รมช.มหาดไทย แจงเร่งใช้ประกันภัยพิบัติแห่งชาติเคาะประตูบ้านจ่ายเยียวยาภายใน 2 วัน พร้อมวางแผนแก้ปัญหาระยะยาว
วันที่ 29 ต.ค.2569 เวลา 11.10 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณากระทู้ถามสดของนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน เรื่องน้ำท่วมดินโคลนถล่ม จ.ภูเก็ต ถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่นายอนุทินมอบหมายนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาตอบกระทู้แทน ว่า ตนรู้สึกเสียดายและเสียใจที่นายกฯ ไม่ได้มาตอบกระทู้ด้วยตัวเอง แม้ท่านจะมอบหมายรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานแต่ละงานแล้ว แต่ด้วยเหตุผลที่ตนตั้งกระทู้ถามนายกฯ วันนี้ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ภัยพิบัติ แต่ตนต้องถามถึงอนาคตของจ.ภูเก็ต การฟื้นฟูเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้ประเทศ ซึ่งตนคิดว่าคนที่จะตอบได้ดีที่สุดคือนายกฯ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา จากกรณีที่ฝนตกหนักทำให้มีน้ำป่าไหลหลากสู่หมู่บ้าน ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติติดอยู่ในโรงแรม แม้จะมีการเคลียร์พื้นที่แล้ว แต่วันนี้กลับเหตุการณ์ดังกล่าวซ้ำอีกครั้ง เราห้ามฟ้า ห้ามฝน ห้ามธรรมชาติไม่ได้ ซึ่งตนเชื่อว่าเราเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ดีกว่านี้ เพราะรัฐบาลมีเครื่องมือ มีข้อมูลอยู่ในมือ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วกลับไม่ทันท่วงที
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงอยากถามว่ารัฐบาลออกหลักเกณฑ์เยียวยาพิเศษให้ประชาชน นักท่องเที่ยว เจ้าของรถยนต์ รวมถึงผู้เช่าและผู้เช่าช่วงที่หลักเกณฑ์ปัจจุบันไม่ครอบคลุมได้หรือไม่ จะประกาศได้วันไหน รัฐมีแผนที่พื้นที่เสี่ยง แต่ทำไมป่าตองยังไม่มีระบบเตือนภัยดินถล่มที่ไม่ครอบคลุมพื้นที่สีแดง ตนเห็นด้วยกับคำพูดของนายกฯ ที่เคยบอกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดคือแม่ทัพในการแก้ไขภัยพิบัติ จึงขอถามว่าในช่วงที่ภูเก็ตประกาศภัยพิบัติ เหตุใดผู้ว่าฯ ภูเก็ตจึงมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ท่านมีภารกิจอะไรสำคัญไปกว่าเหตุการณ์นี้ หลังเหตุการณ์นี้ไปแล้วกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้ผู้ว่าฯ กลับมาบัญชาการในพื้นที่หรือไม่
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลอ้างว่าขาดงบประมาณในการลงพื้นที่ภูเก็ต แต่ภูเก็ตหารายได้ให้ประเทศเป็นอันดับ 2 นี่คือการน้อยเนื้อต่ำใจของคนภูเก็ต ผู้ว่าฯ ภูเก็ตกลับมาจากภารกิจที่จีน รู้แล้วว่าภูเก็ตฝนตก ท่านสามารถยกเลิกภารกิจที่เกาหลี หรือมอบหมายให้รองผู้ว่าฯ ไปแทนได้ เพราะความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่สามารถรอได้ เพราะแม่ทัพไม่อยู่ ขนาดนายอำเภอบ้านสร้างยังโดนสั่งย้าย ตนก็จะรอดูว่าที่นายกฯ พูดว่าผู้ว่าฯ คือแม่ทัพนั้น นายกฯ อนุทินจะทำอย่างไร ส่วนการจะถมดินและการขุดดินบนภูเขานั้น แค่แจ้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ได้หมายความว่าขออนุญาต ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องออกใบรับแจ้งภายใน 7 วัน และกฎหมายแบบนี้ไม่ได้คัดกรองอะไรเลย
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น จึงอยากถามว่าการขุดดิน ถมดิน ก่อสร้างที่บนภูเขาต้องแจ้งท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย แล้วกระทรวงฯ จะตรวจสอบใบรับแจ้งเหล่านี้ในพื้นที่สีแดงต่างๆ อย่างไร แล้วจะสามารถเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะได้หรือไม่ หากพบการปิดเบี่ยงทางน้ำโดยมิชอบจะดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิดอย่างไร จะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำความผิดหรือไม่ จะเสนอให้มีการทบทวนการเปิดหรือการก่อสร้างในเขตที่กรมทรัพย์ธรณีระบุว่ามีความเสี่ยงสูง จะแก้ไขกฎหมายในการขุดดิน ถมดินในพื้นที่เสี่ยงต้องขอใบอนุญาต พร้อมผลศึกษาทางวิศวกรรมแทนแค่การแจ้งหรือไม่
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ อยากฝากถึงรัฐบาลว่าภูเก็ตเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้ในประเทศเป็นอันดับต้นๆ แต่วันนี้ภูเก็ตต้องอยู่แบบหวาดระแวง หนีขึ้นเขาก็เจอดินสไลด์ หนีลงทะเลก็กลัวเจอคลื่นยักษ์สึนามิ เมืองเติบโตไปข้างหน้า โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ระบบเตือนภัยและการดูแลของรัฐยังตามไม่ทัน หากรัฐบาลยังแก้ไขแบบเดิมคือการส่งเครื่องจักรเข้าไปตักโคลน ถ่ายรูปแล้วรอเหตุการณ์ครั้งต่อไป ซึ่งสิ่งที่คนภูเก็ตต้องการไม่ใช่คำปลอบใจ แต่เขาต้องการระบบเตือนภัยที่มาก่อนภัย เงินเยียวยาที่ถึงมือคนที่เสียหายทุกคนจริง ผู้ว่าฯ ที่ควรอยู่กับประชาชนในวันนี้เขาไปไหน และวันนี้ตนอยากฝากถามถึงเรื่องการฟื้นฟู การเยียวยา การจัดระเบียบทางน้ำ และแผนป้องกันระยะยาว พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินการแก้ไขปัญหาในพี่น้องประชาชน ขอให้รัฐมนตรีตอบให้พี่น้องประชาชนชาวจ.ภูเก็ตได้คลายข้อสงสัยว่าภายใน 30 วันนี้ ท่านจะสามารถดำเนินการได้ตามมาตรการดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และคนภูเก็ตต้องได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรี

ด้านนายวรศิษฎ์ ชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ดินสไลด์ น้ำป่าไหลหลาก ซึ่งตามแผนที่ภูเก็ตเป็นพื้นที่เขามีการขยายตัวของเมืองค่อนข้างเยอะและรวดเร็ว ทำให้ระบบรองรับตามไม่ทัน เราพยายามสร้างระบบอยู่ และไม่สามารถบอกได้ว่าดินสไลด์จะมาเมื่อไหร่กี่โมง ซึ่งช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกจังหวัดภาคใต้ติดตามสถานการณ์ ฟ้าฝนมาโดยตลอด เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิด แต่พบว่าสาเหตุเกิดจากบริเวณด้านบนมีฝาย และน้ำไหลงไปยังฝายปริมาณมาก ทำให้ฝายเสียหาย น้ำไหลไปยังทิศทางที่ไม่อยากให้ไป จึงเป็นสาเหตุให้น้ำและดินไหลลงมา
นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเทศบาลได้พยายามแก้ไขในสถานการณ์ที่ฝนตกตลอดเวลา โดยได้พยายามเบี่ยงน้ำที่ลงจากเขาให้เข้าสู่เส้นทางที่ควรจะเป็น และจะเร่งดำเนินการเยียวยาภัยพิบัติ โดยหลัง 1 ตุลาคม 2569 รัฐบาลได้ประกาศใช้ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยมีหลักเกณฑ์ว่า เมื่อเกิดอุทกภัย และบ้านเรือนเสียหาย ไม่จำเป็นต้องรอ 7 วัน ทั้งเจ้าบ้านหรือผู้เช่า ที่จะเข้าเงื่อนไขกรรมธรรณ์ที่รัฐบาลทำไว้ เบื้องต้น 10,000 บาท ไม่ว่าน้ำจะไหลมาท่วม 1 หรือ 2 วัน หลังจากนี้จะมีการประเมินความเสียหายตามจริงเพิ่มเติม ที่รัฐบาลจะเติมให้ แม้ไม่สามารถชดเชยทุกสิ่งได้แต่รัฐบาลจะพยายามชดเชยให้ ยืนยันว่าการประกาศให้ จ.ภูเก็ตเป็นพื้นที่ประสบภัย ไม่ได้กระทบต่อเงื่อนไขในการเยียวยา
นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่นายเฉลิมพงศ์ สอบถามถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้น นายวรศิษฎ์ ยืนยันว่า มีหนังสือแจ้งภารกิจประชุมนโยบายการท่องเที่ยวนโยบายระหว่างเกาะ และงาน ITOP Island Travel Mart (IITM) 2026 ที่ประเทศเกาหลีใต้ล่วงหน้า ย้ำว่า ไม่ได้จะแก้ต่าง และเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยืนยันว่าหน่วยงานสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการขุดปรับพื้นที่ ในพื้นที่เสี่ยง และการอนุญาตในพื้นที่เสี่ยง นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า พบว่ามีการขุดดิน ซึ่งตนเห็นและได้สอบถามไปยังพื้นที่ว่าขุดได้อย่างไร ซึ่งเทศบาลได้ระงับการกระทำดังกล่าวแล้ว แต่จะต้องไปดูตามข้อกฎหมายว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ส่วนโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงจุดที่มีดินสไลด์ต้องไปดูการขออนุญาต ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนก่อน และต้องมาดูระบบสาธารณูปโภครวมถึงจุดอื่นๆที่ปรับแก้ไขต่อไปด้วย
นายวรศิษฏ์ กล่าวต่อว่า แผนในการแก้ไขปัญหาระยะยาวแบ่งเป็น 2 ส่วน 1. ส่วนระบายน้ำ และ 2.ดินสไลด์ เช่น สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ ซึ่งมีน้ำท่วมขัง ตนไม่ได้นิ่งเฉย แต่อยู่ระหว่างการศึกษาระบบการระบายน้ำและการออกแบบ เนื่องจากการขยายตัวของเมืองทำให้การระบายน้ำลดประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามได้มีการออกแบบใหม่แล้วเสร็จ และจะดำเนินการก่อสร้างโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งพบอุปสรรคระหว่างการก่อสร้าง ทำให้ก่อนเริ่มดำเนินการต้องลงพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจนต้องมาตามแก้ในภายหลัง
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะที่ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต เมื่อช่วงเช้า ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ อย่างไรก็ตามการก่อสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ที่มีงบประมาณลงไปเพื่อดำเนินการแล้วในส่วนที่ 1 และจะดำเนินการในส่วนที่ 2 ซึ่งยังไม่สามารถช่วยระบายน้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นเมืองเก่า จึงต้องไปหาวิธีการเพื่อปิดงานในส่วนนี้ให้ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองภูเก็ตอีกประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุดินสไลด์ได้หารือกับกรมทรัพยากรธรณี พบว่า ข้อมูลไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที้ที่มีความเสี่ยง โดยนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้หารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำระเบียบในพื้นที่เสี่ยง เพื่อของบประมาณไปในพื้นที่มากที่สุด ส่วนปัญหาเรื่องน้ำป่าไหลหลาก จะต้องมีเครื่องมือแจ้งเตือน เพื่อรับมือสถานการณ์ เนื่องจากน้ำมีระเวลาในการไหลลงมา ซึ่งหากท้องถิ่นไหนเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถประสานจังหวัดเพื่อดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยใช้งบที่มีอยู่เพื่อให้ชาวภูเก็ตมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
“การเยียวยา มีการเปลี่ยนจากเงินรัฐบาล มาเป็นเงินของประกันนั้น เรามีการศูนย์รับเรื่องเรียบร้อยแล้ว แต่การเปิดระบบใหม่ประชาชนอาจมีความสับสน ดังนั้นเบื้องต้นจะใช้โมเดลที่จังหวัดลำพูน โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. บริษัทประกัน และพื้นที่ เดินตามบ้าน เพื่อลงทะเบียน ลงข้อมูล คาดว่าไม่เกิน 2 วันจะเรียบร้อย และประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยได้รับเงินเยียวยาเร็วที่สุด โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาเร็วที่สุด”นายวรศิษฎ์ กล่าว



















