“เทพไท เสนพงศ์” วิเคราะห์คาร์ม็อบ “กำนันมะโน เครือแก้ว” เคลื่อนขบวนจากนครศรีธรรมราชมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล เผยได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน ยอดบริจาคสูงถึง 1.3 ล้านบาท เตือนหากรัฐบาลยื้อคำตอบ อาจขยายข้อเรียกร้องสู่ประเด็นการเมือง กดดันรัฐบาลทั้งในและนอกสภา
เมื่อวันที่ 7 พ.ย.69 เทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความคิดเห็นถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมคาร์ม็อบ หรือม็อบรถยนต์ ที่นำโดยกำนันมะโน เครือแก้ว ซึ่งออกเดินทางจากสี่แยกควนหนองหงษ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช มุ่งหน้าสู่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล โดยระหว่างเส้นทางได้รับการต้อนรับและสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างดี ก่อนแวะพักค้างคืนที่สหกรณ์โคออฟสุราษฎร์ธานี และเตรียมเดินทางต่อไปยังกรุงเทพฯ
นายเทพไท ระบุว่า สิ่งที่น่าสนใจคือยอดเงินบริจาคที่ประชาชนมอบให้กำนันมะโนสูงถึง 1.3 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนในภาคใต้ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าเมื่อขบวนคาร์ม็อบเดินทางถึงกรุงเทพฯ แล้ว จะสามารถรวบรวมมวลชนและสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับอุปสรรคสำคัญอยู่ที่การเดินทางเข้าสู่พื้นที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีประกาศห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 5-20 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรการควบคุมพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าประชิดทำเนียบรัฐบาล
นายเทพไท ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการนำตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากมาปิดกั้นเส้นทาง เพื่อสกัดการเคลื่อนขบวนเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้การจัดชุมนุมเป็นไปด้วยความยากลำบาก และยังต้องติดตามว่ากลุ่มคาร์ม็อบจะเลือกสถานที่ใดเป็นจุดปักหลัก รวมถึงจะได้รับความสะดวกจากเจ้าหน้าที่มากน้อยเพียงใด
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ เมื่อขบวนเดินทางถึงกรุงเทพฯ แล้ว จะมีการปักหลักพักค้างคืนหรือไม่ จะยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลอย่างไร และกำหนดระยะเวลารอคำตอบนานเพียงใด ตลอดจนจะจัดกิจกรรมรูปแบบใดเพื่อรักษาการมีส่วนร่วมของมวลชนให้อยู่ต่อเนื่อง
นายเทพไท เชื่อว่า หากกลุ่มคาร์ม็อบสามารถหาสถานที่ชุมนุมที่เหมาะสม จัดเวทีปราศรัยและปักหลักได้ ก็มีโอกาสที่จะมีประชาชนเข้าร่วมเพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งสามารถเดินทางมาร่วมกิจกรรมได้สะดวกกว่าประชาชนจากต่างจังหวัด
นายเทพไท มองว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากรัฐบาลยังไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง หรือปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเป็นชนวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมยกระดับการเคลื่อนไหว โดยข้อเรียกร้องหลักในเบื้องต้นมุ่งเน้นปัญหาปากท้องของประชาชน ได้แก่ การเรียกร้องให้รัฐบาลลดราคาน้ำมันลงลิตรละ 10 บาท และยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เป็นวาระแห่งชาติ
นอกจากนี้ หากมีการยกระดับการชุมนุม อาจขยายข้อเรียกร้องไปสู่ประเด็นทางการเมืองอีก 2 เรื่อง ได้แก่ กรณีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และปัญหาการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพอีกต่อไป
นายเทพไท กล่าวว่า หากประเด็นดังกล่าวขยายวงกลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง และสถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงช่วงที่ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 7-11 ธ.ค.69 รัฐบาลก็อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น
“นั่นหมายความว่า รัฐบาลอาจต้องรับมือกับแรงกดดันทางการเมืองพร้อมกันทั้งสองด้าน ทั้งการเคลื่อนไหวของมวลชนนอกสภา และการตรวจสอบจากฝ่ายค้านภายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลไม่อาจประมาทได้” นายเทพไท กล่าวย้ำ



















