หน้าแรกCOLUMNISTSแม่น้ำบนท้องฟ้า-ภัยน้ำท่วม“หาดใหญ่” แนะรัฐรีบปรับมาตรการรับมือ‘ฝนสุดขั้ว’

แม่น้ำบนท้องฟ้า-ภัยน้ำท่วม“หาดใหญ่” แนะรัฐรีบปรับมาตรการรับมือ‘ฝนสุดขั้ว’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย เคยออกวารสาร ในชื่อหัวข้อว่า “อยู่หาดใหญ่ ทำไมถึงต้องกลัวน้ำท่วม” เอาไว้ โดยรายละเอียดเป็นการ เตือนภัยน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ที่เปรียบเป็น เมืองหลวงภาคใต้ เป็นเมืองท่าเศรษฐกิจ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เป็นศูนย์กลางการค้าและคมนาคม

ด้วยชัยภูมิที่ตั้งของเมืองหาดใหญ่ ที่เป็นแอ่งกระทะ มีคลองอู่ตะเภาเป็นคลองสายหลักที่รับน้ำจากป่าต้นน้ำ ในอำเภอสะเดา คลองหอยโข่ง หาดใหญ่ นาหม่อม บางกล่ำ มีห้วย หนอง คลอง บึงสาขามากมาย รวมถึงน้ำจากเขาคอหงส์ ล้วนต้องไหลผ่านเมืองหาดใหญ่ก่อนไปสู่ทะเลสาบสงขลา

จากประวัติศาสตร์ที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า “หาดใหญ่” ไม่สามารถหลีกหนีน้ำท่วมได้ ในช่วงหน้าฝนของทุกปีคนหาดใหญ่ จึงต้องรอลุ้นกันว่า น้ำจะท่วมไหม ท่วมหนักไหม

จากประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ชัดเจน พบว่า “หาดใหญ่” เคยเผชิญกับน้ำท่วมหนักมาแล้ว 3 รอบ

นั่นคือใน ปี 2531, 2543 และ 2553 ซึ่งมูลค่าความเสียหายในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แม้หน่วยงานต่าง ๆ จะพยายามอย่างเต็มที่ ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขุดลอกคลองระบายน้ำที่ 1-6 โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้การันตีได้ว่า เมืองหาดใหญ่ จะปลอดภัยจากน้ำท่วม 100% ทำได้เพียงแค่ป้องกันและบรรเทาเท่านั้น

วันนี้จากการเติบโตของเมืองอย่างต่อเนื่อง การรุกล้ำที่อยู่ของน้ำ คลองบางสายหายไป กลายเป็นอาคารบ้านเรือนแทน ทำให้ธรรมชาติของน้ำไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ น้ำสามารถสอดแทรกได้ทุกรู ที่มีช่องว่าง พื้นที่ที่ไม่เคยเจอน้ำ ไม่ได้การันตีว่า จะไม่มีน้ำท่วม คูระบายน้ำอุดตัน น้ำไหลไม่ทัน น้ำรอระบายล้วนเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตเราแทบทั้งสิ้น

เมื่อเราไม่สามารถการันตีได้ว่า หาดใหญ่จะปลอดภัยจากน้ำ การเตรียมตัวเองให้พร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อย่างเข้าสู่หน้าฝน การจัดเก็บบ้านเรือน จัดเก็บสิ่งของไม่จำเป็น ชะลอการกักตุนสินค้าที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้ได้รับความเสียหาย หรือเสียหายน้อยที่สุด หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมา

นอกจากนี้ การศึกษาเรียนรู้ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับอากาศและทิศทางการไหลของน้ำ รวมถึงแบ่งปันความรู้สู่คนรอบข้าง เพื่อให้ทุกคนได้รับความรู้และร่วมกันเป็นเกราะป้องกันภัยให้กันและกัน เมื่อวันนั้นมาถึงเราก็คงไม่ต้องมานั่งกุมขมับรับสภาพความเสียหายแบบตั้งรับไม่ทัน

ขณะที่ “ธารา บัวคำศรี” ผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ ประเทศไทย และ ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors โพสต์เฟซบุ๊ก Tara Buakamsri ว่า ภาคใต้กำลังจมอยู่ใต้น้ำด้วย “มรสุมรูปแบบใหม่” แต่เรายังจัดการเหมือนมรสุมแบบเดิม

“ธารา” บรรยายว่า หาดใหญ่น้ำท่วมแสนสาหัส และไม่ใช่แค่หาดใหญ่ พื้นที่กว้างของสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงข้ามพรมแดนไปถึงมาเลเซีย ก็โดนเหมือนกัน ถนนหายไปใต้กระแสน้ำสีน้ำตาลขุ่น บ้านเรือนไฟดับ สนามบินกับโรงแรมกลายเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ติดค้าง

พอน้ำมีระดับสูงขึ้น เราก็ได้ยินคำพูดเดิม ๆ วนมาอีกครั้งว่า “ฝนตามฤดูกาล” “ภัยธรรมชาติ” “เราทำอะไรไม่ได้หรอก” คำอธิบายเหล่านี้ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะสิ่งที่กำลังถล่มภาคใต้ของไทยตอนนี้ ไม่ใช่แค่ “มรสุมตามปกติ”

แต่คือฝนที่ชุ่มกว่า เข้มข้นกว่า และเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากกว่าเดิม ขับเคลื่อนด้วยระลอกมรสุมฤดูหนาวที่ทรงพลัง และ “แนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศ” ที่ต่อเนื่องยาวนานขึ้นจากแปซิฟิกตะวันตก วิทยาศาสตร์กำลังบอกเราว่าภัยคุกคามกำลังเปลี่ยน แต่การเตรียมความพร้อม โครงสร้างพื้นฐานและจินตนาการทางการเมืองของเรายังไม่เปลี่ยนแปลงตาม

สำหรับแนวฝนยาวพาดทั้งคาบสมุทร ไม่ใช่พายุท้องถิ่น เริ่มจากหลักฐานที่ง่ายที่สุด นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ของเมืองเดียว แต่เป็นฝนตกเทหลายวันชุดเดียวกันที่ทำให้หาดใหญ่จม พร้อม ๆ กับที่กระหน่ำคาบสมุทรมาเลเซีย และบางส่วนของชายฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน

“รูปแบบฝน” ในช่วงสัปดาห์นี้ สอดคล้องอย่างมากกับกลไก “แม่น้ำบนท้องฟ้า” กล่าวคือมี “แนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศ” ที่ต่อเนื่องและยาว เคลื่อนมากับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ คอยป้อนความชื้นให้เกิดฝนสะสมหนักยาวหลายวันตลอดคาบสมุทร และลามข้ามพรมแดนไปยังประเทศข้างเคียง

ดังนั้น หากฝนตกหนักต่อเนื่องที่หาดใหญ่ มีความเชื่อมโยงที่พิสูจน์จนได้ความชัดเจนว่า เป็นแนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศแบบ “แม่น้ำบนท้องฟ้า” น้ำท่วมก็ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่อีกต่อไป แต่คือเหตุการณ์ความชื้นในชั้นบรรยากาศระดับภูมิภาคที่คาดการณ์ได้ ติดตามเส้นทางได้ และเกิดซ้ำได้ตามฤดูกาล

เมื่อเรามองน้ำท่วมแบบนี้ รูปแบบการรับมือของรัฐ ต้องเปลี่ยนทั้งหมด ตั้งแต่ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การบริหารจัดการเขื่อน อ่างเก็บน้ำและการระบายน้ำ การวางแผนคมนาคม/เส้นทางอพยพ ไปจนถึงการจัดสรรงบภัยพิบัติ ให้สอดคล้องกับภัยที่เป็น “ระบบใหญ่และข้ามพรมแดน” ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเฉพาะจุดอีกแล้ว

ดังนั้นถ้าเรารู้กลไกนี้อยู่แล้ว ทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงลานีญา เราควรยกระดับการเตรียมพร้อมล่วงหน้าให้เข้มข้นขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยตกใจพาดหัวข่าวกันอีก ตอนนี้เรายังบริหารจัดการน้ำท่วม ราวกับมันเป็นเหตุฉุกเฉินเล็ก ๆ เฉพาะจุด และเกิดแค่ช่วงสั้น ๆ

เราโฟกัสที่ “การรับมือปลายทาง” เช่น กู้ภัยด้วยเรือ วางกระสอบทราย แจกของช่วยเหลือ แต่กลับลงทุนไม่พอใน “การป้องกันล่วงหน้า” การพยากรณ์ที่แม่นยำ และการออกแบบเมืองและโครงสร้างที่ทนทานต่อฝนสุดขั้ว ที่สำคัญ เรายังมองเหตุการณ์ที่ลามข้ามพรมแดน เหมือนมันหยุดอยู่ตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องโชคชะตาแต่คือ “ทางเลือกเชิงนโยบาย”

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนทันที

-ยกระดับระบบเตือนภัยให้ยึด “ตัวกระตุ้นความชื้นในบรรยากาศ” ซึ่งเป็นตัวการจริงของฝนหนักต่อเนื่องหลายวัน

-วางแผนการจัดการน้ำท่วมเป็นความเสี่ยงข้ามพรมแดน ทุกประเทศต้องมีการประเมินความเสี่ยงตามฤดูกาลร่วมกัน และมีมาตรการฉุกเฉินที่ประสานจังหวะกันได้

-ออกแบบและปรับมาตรฐานระบายน้ำเมืองให้รับ “ฝนน้อยวันแต่หนักมาก” ลำรางระบายน้ำ พื้นที่หน่วงน้ำ และความจุ การกักเก็บต้องปรับตามฝนสุดขั้วแบบดัชนีปริมาณฝนสูงสุดในรอบหนึ่งวัน /ดัชนีปริมาณฝนสูงสุดใน 5 วัน

-ปกป้องระบบนิเวศต้นน้ำและพื้นที่รับน้ำที่เป็นกันชนตามธรรมชาติ

-หยุดโทษชุมชน แล้วหันมาคุมระบบที่ทำให้เสี่ยง

เพราะน้ำท่วมภาคใต้ ไม่ได้เกิดเพราะ “ชาวบ้านประมาท” แต่มาจากฝนมรสุมที่รุนแรงขึ้นปะทะโครงสร้างพื้นฐานและภูมิทัศน์ที่เปราะบาง ความรับผิดชอบจึงอยู่ที่การวางแผนระดับชาติ ไม่ใช่การหาชุมชนท้องถิ่นเป็นแพะรับบาป

…………….

คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img