นายกรัฐมนตรี ยืนยันรัฐบาลไม่อาจลอยตัวต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้การตัดสินใจด้านการทหารต้องเป็นไปตามกลไกความมั่นคง พร้อมเปิดเผยการหารือผู้นำสหรัฐฯและมาเลเซีย ย้ำไทยปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน แต่กัมพูชาผิดสัญญา หากต้องการเจรจาใหม่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ไทยปลอดภัย
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 15 ธ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ดำเนินรายการโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาล
นายอนุทิน กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. เพื่อเยี่ยมประชาชนในศูนย์อพยพ ว่าเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะมีความไม่สะดวก แต่ไม่เท่ากับความทุกข์ของประชาชนที่ต้องจากบ้านเรือน โดยย้ำว่าการให้ประชาชนกลับบ้านได้ ต้องมั่นใจในความปลอดภัยอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และไม่ต้องกังวลครอบครัว
นายอนุทิน ระบุว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับฝ่ายความมั่นคงมาโดยตลอด การปกป้องอธิปไตยต้องมีเป้าหมายและกรอบการปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งกองทัพได้รายงานเป้าหมายและแผนงานให้รัฐบาลรับทราบ และจนถึงขณะนี้ถือว่าการดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงความคืบหน้าการเข้าควบคุมพื้นที่ นายอนุทิน พยักหน้ารับ พร้อมกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “อืม” สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ใกล้เข้าสู่เป้าหมายตามแผนปฏิบัติการ
ต่อข้อวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรี “ลอยตัว” ไม่ตัดสินใจ นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่สามารถลอยตัวได้ เพราะความรับผิดชอบสุดท้ายตกอยู่ที่รัฐบาลทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจทางยุทธการไม่ใช่อำนาจของฝ่ายการเมืองโดยตรง แต่รัฐบาลมีหน้าที่กำหนดกรอบ สนับสนุนงบประมาณ กำลังพล และทรัพยากรต่าง ๆ โดยต้องหารือร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อย่างต่อเนื่อง
นายอนุทิน ยังชี้แจงกรณีการพูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่า ผู้นำต่างประเทศรับฟังข้อมูลจากรายงาน ซึ่งอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ได้หารือกับนายทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุด้วยซ้ำว่า ไทยตอบโต้แรงและสาสมแล้ว ตนจึงเตรียมส่งภาพและคลิปวิดีโอการยิงจรวด BM-21 เพื่อยืนยันว่าใครเป็นฝ่ายใช้กำลังรุนแรงก่อน
“เวลาคุยกับผู้นำต่างประเทศ ต้องมีหลักฐานประจักษ์ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นปัญหา เราต้องเปิดเผยความจริง” นายอนุทิน กล่าว พร้อมย้ำว่าไม่เคยมีการตกลงหยุดยิงตามเวลาที่ถูกกล่าวอ้าง และการหยุดหรือไม่หยุดยิงต้องเป็นข้อตกลงของคู่กรณี ไม่ใช่บุคคลที่สาม
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า นายอันวาร์ ได้แสดงความเป็นห่วง ไม่อยากเห็นเพื่อนทะเลาะกัน ทั้งตนและนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งตนเข้าใจเจตนาดังกล่าว แต่ย้ำว่าประเทศไทยถูกโจมตีก่อน หากอีกฝ่ายหยุด ไทยก็พร้อมหยุดและเข้าสู่โต๊ะเจรจา
นายอนุทิน ย้ำว่า ไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงครบทั้ง 4 ข้อ ขณะที่กัมพูชาปฏิบัติไม่ครบ หากจะกลับมาเจรจา ต้องเริ่มจากการถอยกำลังและอาวุธที่เล็งเข้ามาในฝั่งไทยออกไปก่อน โดยยืนยันว่า ไทยไม่ได้ต้องการทำสงคราม แต่ทุกวันที่มีการสู้รบย่อมสร้างความเสียหายทั้งสองฝ่าย ทั้งชีวิตทหารและประชาชน
“วันนี้ทำไมเราต้องยอม ทั้งที่เราไม่ได้เป็นฝ่ายผิด เขาเป็นฝ่ายผิดสัญญา ถ้าจะดีกัน ต่างคนต่างถอย มันง่ายกว่า ไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้งยืดเยื้อ” นายอนุทิน กล่าว




















